วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ฝึกพูดอังกฤษใด้คล่อง โดยไม่ต้องเรียนGrammar (ฉบับฝึกฝนด้วยตนเอง) เพจ mind english

ใครอยากพูดอังกฤษกับฝรั่งได้คล่อง ยกมือขึ้น!!!
.
พูดได้อังกฤษได้ไม่ยาก...ถ้าคุณได้อ่าน E-Book เล่มนี้
.
"ฝึกพูดอังกฤษใด้คล่อง โดยไม่ต้องเรียนGrammar (ฉบับฝึกฝนด้วยตนเอง)"
(How to practice yourself to speak fluent English without learning Grammar!)
.
Best Seller ติดหนึ่งในสิบอันดับของหนังสือที่ขายดีที่สุด และติดอันดับ 1 สำหรับหนังสือขายดีที่สุดในหมวดภาษาต่างประเทศ ภายในสัปดาห์แรกของการวางจำหน่ายใน Ookbee Store ร้านหนังสือ E-Book ออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย!!
.
หนังสือ Best Seller เล่มนี้ เป็นรวบรวมสุดยอดบทความของเรา ที่คุณจะได้เรียนรู้วิธีการฝึกภาษาอังกฤษด้วยตนเอง ตั้งแต่พื้นฐาน จนฟัง-พูดกับฝรั่งได้อย่างมั่นใจ ไหลลื่นและเป็นอัตโนมัติ คือฟังฝรั่งเข้าใจทั้งหมดในทันที และพูดโต้ตอบเป็นอัตโนมัติด้วยความมั่นใจและสำเนียงดีเยี่ยม โดยที่ไม่ต้องเรียน Grammar หรือไวยากรณ์ใดๆให้ปวดหัว!
.
ภายในเล่มพบกับ...
.
- คุณจะได้อ่านสุดยอดบทความของ MIND ENGLISH คัดสรรเฉพาะอันทีมี Feedback ดีเยี่ยม สำหรับผู้ไม่ได้มีเวลาติดตาม Website หรือ Facebook ของเราเป็นประจำ
.
- คุณจะได้เรียนรู้วิธีการฝึกพูดภาษาอังกฤษในแบบฉบับเฉพาะตัวของ MIND ENGLISH ที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน โดยที่ไม่ต้องท่องกฏ Grammar ไม่ต้องท่องศัพท์
- คุณจะได้รับแนวคิดวิธีการของระบบการเรียนภาษาอังกฤษที่เวิคที่สุดและเห็นผลเร็วที่สุดสำหรับคนไทยในขณะนี้ ถ้าฝึกตามในเล่มนี้ คุณจะสามารถพูดกับฝรั่งได้อย่างมั่นใจภายใน 30 วัน!
- เคยไหม? ที่ท่องศัพท์ไป จำได้แป๊บๆแล้วก็ลืม หรือต่อให้ไม่ลืม เวลาคุยกับฝรั่งก็จะนึกศัพท์ไม่ค่อยออก วันนี้คุณจะได้ค้นพบสุดยอดวิธีการท่องศัพท์ที่จะทำให้คุณจำศัพท์ได้อย่างยาวนานและนำศัพท์คำนั้นๆมาใช้ได้อย่างเป็นอัตโนมัติ คุณจะไม่มีทางนึกศัพท์ไม่ออกอีกต่อไป!!
- พอกันทีกับการพูดตะกุกตะกัก! เพราะทุกครั้งที่ฟังภาษาอังกฤษ คุณก็ต้องแปลเป็นไทยและคิดเป็นภาษาไทยในหัวอยู่ตลอด ในเล่มนี้เราจะเปิดเผยวิธีการที่ทำให้คุณคิด-ฟัง-พูดเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด โดยที่ไม่ต้องแปลเป็นไทยในหัว!
- ไม่เพียงแต่จะได้วิธีการ คุณยังจะได้เทคนิคทางจิตวิทยา ที่จะเปลี่ยน MINDSET ของคุณต่อการใช้ภาษาอังกฤษ ที่จะทำให้คุณเปลี่ยนจากคนเดิม ที่เจอฝรั่งทีไรต้องอาย ต้องเขิน ต้องประหม่า กลายเป็นคนใหม่ที่พูดอังกฤษได้อย่างกับพ่นไฟ!
- เรียนรู้วิธีดูหนัง-ฟังเพลงอย่างไรให้พูดภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว เพราะคนไทยส่วนใหญ่ 90% ดูหนังฝรั่งผิดวิธี ทำให้ไม่ได้พัฒนาภาษาอังกฤษอะไรให้ดีขึ้นเท่าไหร่ วันนี้เราจะมาเรียนรู้วิธีที่ถูกต้องกัน
ราคาเต็ม 450 บาท ราคาพิเศษสุดคุ้มลดเหลือเพียง 390 บาทเท่านั้น! พร้อมของแถมสุดพิเศษต่อไปนี้…ซึ่งเราไม่เคยโพสต์ที่ไหนทั้งสิ้น...
1. List สุดยอดคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่ใช้บ่อยที่สุดเกือบ 900 คำ (ถ้ารู้ศัพท์เหล่านี้ทั้งหมด ครอบคลุมการสนทนาพื้นฐาน 90%)
2.List สุดยอดเว็บไซต์ที่คัดมาแล้วว่าเหมาะสำหรับการฝึกภาษาอังกฤษด้วยตนเองมากที่สุด!
3.List สุดยอด Application ใน Smartphone ที่คัดสรรมาสำหรับคุณโดยเฉพาะ ที่ทำให้คุณสามารถฝึกภาษาอังกฤษได้ทุกที่ทุกเวลา Anywhere anytime!
4.List สุดยอด Youtube Channel ที่สอนภาษาอังกฤษให้คุณฟรีๆ และเปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพที่จะทำให้คุณเก่งภาษาอังกฤษได้อย่างก้าวกระโดดและเต็มไปด้วยความเพลิดเพลินกว่า 10 Channel ที่มีคลิปรวมกันกว่า 1,000 คลิป
5.แนะนำสุดยอดหนังและซีรี่ย์ที่เหมาะสำหรับการฝึกภาษาอังกฤษ พิเศษสุดสำหรับคุณเท่านั้น!
6.พลาดไม่ได้กับสุดยอด Website และ App แนะนำสำหรับการหาเพื่อนชาวต่างชาติเพื่อฝึกภาษาอังกฤษของคุณ
.
หมายเหตุ : E-Book ย่อมาจาก Electronic Book เป็นไฟล์หนังสือสำหรับเปิดอ่านใน Electronic Devices ต่างๆ เช่น คอมพิวเตอร์, Tablet (ทั้ง ios และ android), Smartphone (ทั้ง ios และ android) โดยใช้โปรแกรมเปิดอ่าน PDF มิใช่หนังสือรูปเล่มแบบตีพิมพ์ (แต่สามารถ Print ออกมาอ่านได้เพื่อความสะดวก)
.
.
ราคาปกติ 450 บาท ราคาพิเศษสุดคุ้ม(พร้อมของแถมทั้งหมด) เหลือเพียง 390 บาท เท่านั้น สั่งซื้อสะดวกสบายหลายช่องทางทั้งโอนเงิน, บัตรเครดิต และ Paypal
จำหน่ายแล้ววันนี้ สนใจสั่งซื้อคลิ๊กhttp://www.mindenglish.net/mindenglishebook/
เพจ 

Mind English : พูดภาษาอังกฤษได้ทันที โดยไม่ต้องมี Grammar

วันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2558

มาทำความรู้จักกับ Matthew Youlden ชายที่พูดได้อย่างน้อยกว่า 9 ภาษาอย่างคล่องแคล่ว!!

มาทำความรู้จักกับ Matthew Youlden ชายที่พูดได้อย่างน้อยกว่า 9 ภาษาอย่างคล่องแคล่ว!!

ถ้าเพื่อนๆ พูดกันได้หลายๆ ภาษาล่ะก็ คงจะเป็นเรื่องดีไม่น้อย ซึ่งในปัจจุบันนี้การพูดได้ 1 – 2 ภาษานั้นก็อาจจะดูเป็นเรื่องที่ธรรมดาไปเสียแล้ว ทำให้หลายๆ คนตั้งหน้าตั้งตาร่ำเรียนภาษาที่ 3 กันอยู่หลายคน

แต่ถ้าโหดกว่านั้น…คือพูดได้ซัก 9 ภาษาอย่างคล่องแคล่วล่ะ!? อาจจะดูเป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ แต่วันนี้เราจะมาพาเพื่อนๆ ไปพบกับชายคนหนึ่งที่พูดได้ถึง 9 ภาษา!! แถมคล่องเสียด้วย เขาทำได้อย่างไร มีทัศนะคติแบบไหน เรามาชมไปพร้อมๆ กันเลยนะครับ

Matthew Youlden ชายผู้ที่พูดได้ถึง 9 ภาษา แถมพูดได้อย่างคล่องแคล่วเสียด้วย แถมเขายังสามารถเข้าใจภาษาอื่นๆ ที่ใกล้เคียงกันนี้ได้อีกกว่า 10 ภาษาเลยทีเดียว!! อะไรจะเก่งปานนั้น
ซึ่งที่จริงแล้วเขาเป็นนักภาษาศาสตร์ครับผม ซึ่งจะเห็นเขาพูดภาษาท้องถิ่นบ่อยๆ กับเจ้าของภาษาในถิ่นนั้นๆ อย่างคล่องแคล่วเสียด้วย ซึ่งทีมงานของเขาก็ได้เห็นความสามารถนี้ของเขาจนแทบจะชินตากันไปแล้วล่ะ

เคล็ดลับของเขานั้นก็ไม่มาก แถมไม่ยากอีกด้วย นั่นก็คือ การคลุกคลี การไม่ยอมแพ้ ความกระตือรือร้น และที่สำคัญการเปิดใจพบกับสิ่งใหม่ๆ 4 ปัจจัยหลักนี่เอง ที่เค้าเผยว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เขาพูดได้หลายภาษา

แถมเขายังกล่าวด้วยอีกว่า “การเรียนเรียนรู้ภาษาต่างๆ นั้น ทำให้คุณมีมุมมองต่อดลกต่างออกไป นั่นก็คือเมื่อคุณเรียนภาษาใหม่ๆ แนวการคิด วิธีคิด รวมถึงการตีความต่างๆ ย่อมแตกต่างออกไป เหมือนเป็นโลกใหม่อีกใบเลยทีเดียวล่ะ”
 “และการเรียนภาษาใดภาษาหนึ่งเพียงภภาษาเดียว ในสภาพแวดล้อมรอบตัวเราที่มีหลายๆ ภาษานั้น เหมือนเป้นการปิดกั้นตัวเองที่จะให้เห็นมุมมองต่อโลกมุมใหม่ๆ การเรียนาษาใดภาษาหนึ่งเพียงภาษาเดียวสำหรับผมนั้น ช่างเป็นโลกที่เดีวดาย และน่าเบื่อ แถมการเรียนภาษายังมีข้อดีมากมายอีกด้วย ผมนี่…คิดไม่ออกเลยจริงๆ นะครับว่าทำไมเราจะไม่เรียนกันหลายๆ ภาษา” มัทธิวกล่าวเสริม

ถ้าไม่เชื่อล่ะก็ มาดูวิดีโอกันได้เลยนะครับว่าเขาพูดกันกี่ภาษา ใบ้ให้นะครับ มีทั้งไอริช ฝรั่งเศส สเปน คาตาลัน โปรตุเกส อิตาลี ฮีบรู แถมไปอีกภาษาคือเยอรมันด้วยล่ะ ><

cr:http://www.scholarship.in.th/%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A-matthew-youlden-%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A2/

วันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

10 เคล็ดลับ ถ้าอยากเก่งภาษาอังกฤษต้องอ่าน !!

10 เคล็ดลับ ถ้าอยากเก่งภาษาอังกฤษต้องอ่าน !!


 ภาษาอังกฤษเป็นหนึ่งในภาษาที่ฟังยาก เนื่องจากภาษาอังกฤษจะมีการเชื่อมเสียงระหว่างพยางค์ และมีการกร่อนเสียงในคำที่ไม่มีความสำคัญในประโยค ยิ่งไปกว่านั้น ผู้พูดจะพูดเร็วมากถึงมากที่สุด

          โดยเฉพาะอเมริกันที่พูดราวกับว่าจะทำยังไงก็ได้ให้จบประโยคเร็วที่สุด วันนี้เราจึงมีเคล็ดการฝึกฝนให้น้องๆ ได้ลองนำไปใช้ เชื่อว่า หลายคนถ้าปฎิบัติตามนี้ละก็จะใช้ภาษาอังกฤษได้ไม่แพ้เจ้าของภาษาเลย…10 สุดยอดเคล็ดลับ ทำไงให้เก่งภาษาอังกฤษ

          

          1. เริ่มจากการฟังอะไรที่ง่ายๆ จะได้มีกำลังใจไม่ท้อตั้งแต่แรก ทั้งนี้รวมทั้งที่เป็น slow speed เพราะในระยะแรกเราอาจจะไม่คุ้นเคยกับที่เป็น normal speed ซึ่งการฝึกฟังช้าๆ จะทำไรเราชินกับสำเนียง และสำนวนพูด’

          2. ฟังเรื่องที่เราถูกใจ เพราะจะนำไปสู่ความสุขใจ ใส่ใจ และเข้าใจ มากกว่าฟังเรื่องที่เราไม่ค่อยสนใจหรือต้องทนฟัง

          3. ให้ฝึกฟังเรื่องที่จบภายในเวลาสั้นๆ ในระยะเริ่มต้น ถ้าฝึกฟังเรื่องที่ยาวเกินไปจะทำให้สมองล้ารับไม่ไหว
 
          4. ฟังพร้อมอ่าน หรืออ่านก่อนฟัง หรือฟังแล้วอ่าน จะฝึกแบบไหนก็ตามถนัด การอ่านจะช่วยผ่อนแรงในการสร้างความเข้าใจเรื่องที่ฟัง

          5. ฟังพร้อมดูวีดิโอ การที่สามารถรับสารผ่าน 2 ประสาท คือ ทางหูและทางตา จะช่วยให้เข้าใจง่ายขึ้น ยิ่งถ้ามี subtitle ให้อ่านพร้อมกับชมภาพวีดิโอที่เคลื่อนไหว ยิ่งช่วยให้เข้าใจยิ่งขึ้นไปอีก

          6. ฝึกฟังน้อยๆ แต่ฟังบ่อยๆ ดีกว่าฝึกฟังนานๆ แต่ไม่บ่อย เพราะฉะนั้นการฝึกฟังวันละ 15 นาทีแต่ฟังทุกวันใน 1 สัปดาห์ ย่อมดีกว่าในสัปดาห์หนึ่งฟังนานถึง 2 ชั่วโมง แต่ฟังครั้งเดียว

          7. ลองฟังโดยใช้หูฟัง จะได้ยินสำเนียงชัดขึ้น ช่วยให้ง่ายในการฝึกออกเสียงตาม แต่อย่าเปิดเสียงดังเกินไปนะครับ ฟังนาน ๆ เดี๋ยวจะหูตึง

          8. ฝึกฟังพร้อมพูดตาม การฝึกพูดตามจะช่วยสร้างความมั่นใจว่า เราฟังได้ถูกต้อง เพราะถ้าเราฟังได้ถูกต้องเราก็น่าจะพูดได้ถูกต้องเป็นส่วนใหญ่ การฟังโดยมีภาระที่จะต้องพูดให้ได้ตามที่ฟังจะทำให้เราใส่ใจในการฟังมากขึ้น ไม่ใช่ฟังสักแต่ว่าฟัง

          9. ฟังอย่างตั้งใจ ถ้าเราจะอุทิศเวลาวันละ 20 – 30 นาทีเพื่อการฝึกฟังภาษาอังกฤษ ก็ต้องให้ทั้ง 1 ใจไปพร้อมกับ 2 หู ถ้าให้แต่หูไม่ให้ใจฝึกฟังเท่าไร ๆ ก็มักไม่ค่อยได้ผล

          10. ฟังด้วยความสุข ถึงยังฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง ก็ไม่ได้แปลว่าฟังไม่ได้เรื่อง แม้ในระยะแรกๆ อาจจะรู้สึกว่าท้อ แต่เรียนภาษาอังกฤษไม่มีทางลัด คนที่เอาแต่มองหาทางลัดและไม่ค่อยตั้งใจเดินไปตามทางตรงที่มีให้เดิน จะเดินไปถึงปลายทางได้ช้ากว่าคนที่ตั้งใจเดินไปตรงๆเสียอีก

ขอบคุณเนื้อหาและภาพประกอบจาก mmeschool.com, wegointer.com
http://www.smartsme.tv/breaking_detail.php?id=9722

วันพฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2557

จากภาษาอังกฤษเกรด 1 กัดฟันสู้...จนสอบได้ไปต่างประเทศ

ว้าวว ได้เป็นกระทู้แนะนำ ขอบคุณหลายๆท่านที่เข้ามาแสดงความเห็นและแนะนำลิงค์ดูหนัง ดูซีรีย์ต่างๆ ไว้ฝึกภาษาอังกฤษนะครับ ใครมีข้อแนะนำหรือข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ก็ช่วยๆกันโพสได้นะครับ อยากให้กระทู้นี้เป็นกระทู้สร้างแรงบันดาลใจในการเรียนภาษาอังกฤษด้วยตัวเอง แรงบันดาลใจธรรมดาๆไม่พอครับ ขอให้มีแรงบันดาลใจอันแรงกล้า  เราก็ฝ่าฟันอุปสรรคไปได้
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
มีเพื่อนเขาอยากจะเก่งภาษาอังกฤษ เลยมาปรึกษาว่าจะลงเรียนที่นั้นดีไหม ที่นี้ดีไหม ซึ้งราคาแต่ละที่แพงมากครับ หลายหมื่นเลย ผมเลยให้คำแนะนำเขาไป ซึ่งเพื่อนก็ชอบมากและจะปฎิบัติตาม เขาเองก็บอกว่าอยากให้ผมแชร์ประสบการณ์ฝึกษาภาษาอังกฤษด้วยตัวเอง กับคนอื่นๆบ้าง  เลยมาขอมาแชร์ในพันทิป

   พื่นฐานผมเป็นคนภาษาอังกฤษอ่อนมาก เรียนได้เกรดไม่ 1 ก็ 2 มาตลอด และเป็นวิชาที่เกลียดสุดๆ Verb to be, Verb to do, Tense อะไรพวกนี้ไม่เข้าใจเลยครับ คือคนส่วนใหญ่อาจจะมีปัญหาที่ไม่สามารถเอาไปใช้ได้ แต่เข้าใจและทำข้อสอบได้ แต่ผมมีปัญหาคือ ไม่สามารถทำข้อสอบได้เพราะไม่เข้าใจและไม่สามารถเอาไปใช้งานได้เลย 

1.สร้างแรงบันดาลใจ
   ผมก็เคยคิดจะพัฒนาภาษาอังกฤษ โดยการไปลงเรียนครอสภาษาภาษาอังกฤษ AUA level 1 เลยครับ 555 เรียนๆไปไม่จริงจังอะไร จนวันนึง มีโครงการแลกเปลี่ยนนักเรียนต่างประเทศ ผมสนใจโครงการนี้ และอยากไปประเทศสหรัฐอเมริกา  จากการไปหาข้อมูลพบว่าคนที่จะไปแลกเปลี่ยนที่อเมริกาได้ ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กเก่งๆ พื้นฐานภาษาอังกฤษดีมาก เพราะอเมริกาเป็นประเทศแรกในกลุ่มเด็กนักเรียนแลกเปลี่ยนที่จะเลือกไปการแข่งขันสูง
   กลับมามองตัวเอง เอิ่มมมม กรูเนี้ยะนะจะไปสู้กับเขา มันยากนะครับที่จะไปแข่งกับเทพเจ้าพวกนั้น ขนาด I don't know ผมยังพูดว่า I am don't know เลย แย่ขนาดนี้จะไปสู้อะไร 
  แต่อีกใจนึง มันก็อยากไปนะ สหรัฐอเมริกาเชียวนะ นิวยอร์ก,ไนแองการ่า,ซานฟราน,แกรนด์ แคนยอน,ลาสเวกัส, บอสตัน ฯลฯ นั่งเปิดเน็ตดูรูปประเทศอเมริกา จนผมตัดใจ เอาวะ!!! ลองดู! เริ่มใหม่ ! อเมริกา! ต้องไปให้ได้! อเมริกา!

2.ค้นหาปัญหา
   ปัญหาของผมคือ 
   1.เบื่อการเรียนภาษาอังกฤษ
   2.เกลียดภาษาอังกฤษ
   3.ฟัง พูด อ่าน เขียน ไม่ได้ ไม่ออก ไม่เป็น ทำไรไม่ได้เลย 
   4.ไม่อดทน
     เราเบื่อ เบื่อเพราะอะไร เพราะเรานั่งเรียนให้ห้อง พูดประโยคตามที่อจ.สอน แล้วก็สลับกันพูดกับเพื่อนข้างๆ (ที่อ่อนภาษาเหมือนกัน 555) เบื่อ อจ.ที่มาถึงแจกชีท สอนแกรมม่า   เกลียดอังกฤษ....เกลียดทำไม เพราะมันยากงัย มันเบื่อมันก็เลยเกลียด พอมันเกลียดก็ไม่อยากเรียน ทักษาฟังพูดอ่านเขียน เลยง่อยไปตามๆกัน สุดท้ายก็ไม่อยากจะทนที่จะเรียน ผมจะทนไปทำไมก็มันไม่ชอบนิหว่า

3.เริ่มแก้ที่ละจุด
    เบื่อรูปแบบการเรียนภาษาในห้อง งั้นผมเริ่มใหม่ ผมเริ่มจากการฟังครับ ผมไปเช่าหนังที่ร้าน DVD เรื่องนึงซึ้งตอนนั้นไม่รู้ว่ามันคือเรื่องไร หยิบมั่วๆมาครับ จากนั้นก็เปิดดูตามขั้นตอนดังนี้
   1. sound ภาษาอังกฤษ
   2. no subtitle 
   3. นั่งดู ไปเรื่อยๆ
     จะพบว่า...มันก็เบื่อเหมือนเดิมนั้นละ ดูไม่รู้เรื่อง 5555 และจะทำไปทำไมเนี้ยะ !!! นึกถึงอเมริกาครับ นึกถึงวันที่เราสอบได้ วันที่เราได้ไปอเมริกา
     ถ้าเราเบื่อแบบนี้เราจะไม่ได้ไปอเมริกา คิดแบบนั้นผมก็เลยดูต่อไป ดูๆไปมันก็สนุกดีนะครับ ถึงจะไม่รู้เรื่องสักเท่าไหร่ 
    รอบสอง ผมก็ดูเรื่องเดิม แต่คราวนี้เลือกฉากที่ชอบสัก 10 นาที(ต้องเป็นฉากที่บทพูดเยอะๆนะ)ที่แล้วมานั่งฟัง ฟังแบบตั้งใจ จับความอะไรได้ไหม ตอบเลยว่า ไม่ได้!! แล้วจะทำไปเนี้ยะ เลิกแล้วไปเล่นเกมส์ดีกว่า  นึกถึงอเมริกาครับ นึกถึงวันที่เราสอบได้และได้ไปอเมริกา 
   ผมทำแบบนี้ทุกวัน เดิมๆครับ ดูหนังไปเรื่อยๆเอามันส์ไม่รู้เรื่อง จากนั้นก็เลือกฉากที่ชอบมา 10 นาที มา replay นั่งฟังซ้ำๆสัก 2-3 รอบ ทำแบบนี้ เกือบเดือน เริ่มเห็นผลแล้ว!!!!  ขอบคุณหนังฝรั่งเรื่องแรก ที่ผมทนดูจนจบได้ เพราะเรื่องของคุณสนุกมากครับ และที่สำคัญเนื้อเรื่องหนังเรื่องนี้สร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนหลายๆคนเลย หนังเก่าพอตัวเลยเรื่อง Legally blonde

3.ความสำเร็จขั้นแรก
   หลังจากทำแบบนี้ไปได้สัก 3 อาทิตย์ หมดเงินค่าเช่าหนังไป ประมาณ 400 ( DVD เรื่องละ 30 บาท 20 วันก็ 600 แต่ว่าได้ปั๊มฟรี ได้แถม เจ้าของร้านใจดี) เริ่มคิดได้ เอ่อ..ทำไมเราไม่โหลดเอา หรือดู Youtube เอาก็ได้ประหยัดเงิน ^^
    ความสำเร็จที่ผมรู้สึกได้คือวันนึงผมก็ดูหนังปกติ ตอนนั้นยอมรับว่าเบื่อจริงๆละ มันจะได้ผลไหมนะ ฟังแบบนี้ทุกวัน หลายๆครั้งผมอยากจะปิดหนังแล้วไปทำอย่างอื่นให้รู้แล้วรู้รอดไป แต่ก็นึกถึงอเมริกาครับ นึกถึงวันที่เราสอบได้และได้ไปอเมริกา มันก็จะเกิดความฮึกเหิมให้กลับมาทำ    ผมดูหนังไปเรื่อยๆเริ่มรู้สึกว่าทำไมหนังมันพูดช้าจังเลย ใครที่ดูหนังก็จะรู้ฝรั่งมันพูดเร็วยังกับจรวด ทำไมเรื่องนี้มันพูดช้าลงแฮะ  มาลองตรองดูพบว่า จริงๆแล้วฝรั่งเขาไม่ได้พูดช้าเลยครับ แต่เราชินกับความเร็วในการพูดของฝรั่งแล้ว ผมสามารถจับความในการฟังได้ประมาณ 30 % จากตอนแรก 0 %  
     เลยลองเปลี่ยนไปฟังวิทยุออนไลน์ สถานีของอเมริกาปรากฎว่าเขาพูดช้ากว่าในหนังเยอะเลย ผมสามารถจับความที่ DJ ฝรั่งพูดได้มากกว่า 50% ดีใจมากครับ แสดงว่ามันเริ่มเห็นผลแล้ว!!!!  มีกำลังใจแล้ว ฝึกต่อ นึกถึงอเมริกา นึกถึงวันที่เราสอบได้และได้ไปอเมริกา

4.ดัดจริต
   ขั้นต่อมา ผมก็เริ่ม Advance ขึ้น ฟังอย่างเดียวกลัวเบื่อ คราวนี้เราพูดบ้างดีกว่า พูดของผมในที่นี้คือพูดตามดาราในหนังนั้นละครับ พูดผิดถูกไม่รู้ แต่จะพูด  ออกเสียง s เสียง z เสียง Stress เลียนแบบเขาไปครับ ซึ่งแน่นอนฟังแล้วรู้สึกดัดจริต แต่ทำคนเดียวในห้องไม่มีใครเห็นครับ 555 ดูหนังไปก็พูดตามไปเลียนแบบเขาไป บางทีเขาหัวเราะ เราก็หัวเราะ อย่าได้แคร์เราอยู่คนเดียว นึกถึงอเมริกา นึกถึงวันที่เราสอบได้และได้ไปอเมริกา

5.แกรมม่าใครว่าไม่สำคัญ

   หลังจากฟังได้ 20 วัน ฟัง+พูดได้อีกสัก 20 วัน คราวนี้ผมก็เจอปัญหาใหญ่คือ ผมไม่สามารถเรียบเรียงคำพูดออกมาได้ คือผมสามารถพูดตามฝรั่งในหนังด้วยสำเนียงที่เหมือนเพราะเลียนแบบเขา แต่ผมไม่สามารถพูดตามที่อยากจะพูด เอาละสิ...ทำอย่างไรดี 
  คราวนี้ผมไปเลือกดูหนังสือแกรมม่าครับ ผมคิดว่าการที่เราจะพูดได้อย่างน้อย เราน่าจะรู้โครงสร้างของประโยคที่ถูกต้องเสียก่อน หนังสือแกรมม่ามีหลากหลายมาก ผมเลือกหนังสือแกรมม่าสำหรับใช้งาน เจ้าหนังสือแกรมม่ามันมีทั้งแบบแกรมม่าไว้สอบ คือมันจะซับซ้อน ยากไป!! ผมก็เอาแกรมม่าสำหรับใช้งานในชีวิตประจำวัน ไปนั่งเลือกเอาที่ถูกใจเลยครับ ใช้เวลาไปเกือบวัน ได้มา 2-3 เล่ม 
   จากนั้นผมก็ค่อยๆอ่าน ค่อยๆศึกษามันทีละหัวข้อและพยายามเอามาประยุกต์ใช้    หัวข้อ tense ทั้ง 12  tense ผมจำได้หมด (ณ ตอนนั้น) ว่าโครงสร้างเป็นอย่างไร แต่เอาใช้ในชีวิตประจำวันจริงๆแล้ว ใช้ไม่กี่ tense เอง 
   สรุปคือทุกเช่น ผมจะต้องดูหนังฝรั่งวันละ 1-1.30 ชม พร้อมเลียนแบบเสียง จากนั้นก็นั่งศึกษาแกรมม่าประมาณ ครึ่ง- 1 ชม. จากนั้นก็ฝึกพูดคนเดียวหน้ากระจก  เหมือนคนบ้าฮะ แต่นึกถึงอเมริกา นึกถึงวันที่เราสอบได้ และได้ไปอเมริกา

6.เริ่มฝึกอ่าน
    สำหรับการอ่าน ก็เริ่มจากอ่านในเนตครับ เวปข่าวต่างประเทศ แน่นอนครับว่ามันยากกกกก.....ใครมันจะไปอ่านได้ ผมก็เลยเปลี่ยนมาอ่านหนังสือพวก nation junior (ไม่ทราบว่าตอนนี้มีขายอยู่ไหม)  ยากมาหน่อยก็พวก reader's digest ศัพย์ไม่รู้เปิด dictionary เลยครับ พยายามอ่านที่เป็นหนังสือนะครับ อย่าอ่านออนไลน์ เพราะอ่านในหนังสือศัพย์ตัวไหนเราไม่ทราบเราก็สามารถเปิดหาและจดมันลงไป ช่วยให้เราจำศัพย์ได้ดียิ่งขึ้น 
   เนื่องจากผมศึกษา grammar มาระดับนึงแล้ว การอ่านมันเลยง่ายขึ้นเยอะครับ ประโยคยาวๆๆๆ แยกได้ ส่วนไหนประธาน กริยา กรรม ส่วนไหนขยาย ส่วนไหนคือคำหลัก ผมคิดว่าถ้าเราเข้าใจ grammar สามารถใช้มันอย่างได้ถูกต้อง มันจะช่วยเราได้ดีเลยครับในเรื่องการอ่าน ฝึกอ่านไปเรื่อยๆ วันละ 1-2 หน้า จนนานเข้าเราก็สามารถอ่าน Bangkok post ได้ สำหรับการอ่านนี้อาจจะต้องใช้เวลานานหน่อย 

7.การเขียน
    อันนี้เป็นจุดสำคัญเลยครับ เป็นทักษะที่ผมคิดว่าค่อยข้างยาก และผมอาจจะต้องสอบเขียนเรียงความด้วย  ซึ่งเหนื่อยเลยไม่รู้จะทำอย่างไรดี อีกไม่นานก็จะต้องสอบแล้ว ผมก็เลยดูรูปแบบเรียงความหาได้ใน internet จำๆรูปแบบไปครับ 5555 ไม่ดีเลยนะครับ ผมอยากจะแนะนำว่า ถ้าอยากจะเขียนได้ดีๆ ควรจะมีคนคอยตรวจ คอยแก้ไขให้นะครับ ทักษะนี้ควรจะมีผู้ชี้แนะ ควรจะไปลงเรียนนะครับ ซึ่งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสลงเรียน Academic writing ที่ มหาวิทยาลัยจัดอบรม มันช่วยให้ผมเข้าใจการเขียนได้ดีมากยิ่งขึ้น 

   โอเค....ย้อนกลับมา    หลังจากฝึก ฟัง พูด อ่านได้สัก 3 เดือน ผมอยากจะหาใครสักคนสนทนาภาษาอังกฤษด้วย พูดกับตัวเองนานแล้ว ผมเลยไปลงเรียนภาษาอังกฤษ AUA  ตอนแรกผมเรียนที่นั้น level 1 กับ 2 สามารถไปต่อ 3 ได้เลยแต่ผมขอสอบใหม่ อยากลองวัดระดับตัวเองด้วย ปรากฎว่าสอบได้ Level 13 จาก 15 level  แต่สุดท้ายผมก็ไม่ได้ลงเรียนหรอกครับ เพราะเสียดายเงิน มาฝึกหน้ากระจกต่อ

    ในที่สุด ก็ถึงวันสอบไปอเมริกา ความตั้งใจก็เป็นจริงครับ ผมสอบผ่านด้วยคะแนนที่สูงพอสมควร ดีใจมากๆ วันสัมภาษณ์ผมฟังคนสัมภาษณ์ออกหมดเลยครับว่าเขาพูดอะไร  เขาบอกว่าภาษาอังกฤษผมดีอยู่แล้วทำไมอยากไปอเมริกา ไม่ไปประเทศอื่นที่ใช้ภาษาที่ สามเหรอ ฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี  ผมบอกว่าไม่ครับ ที่ผมตั้งใจฝึกภาษาอังกฤษเพราะตั้งใจจะไปอเมริกาครับ ดังนั้นผมไม่คิดจะเปลี่ยนใจแน่นอน
   
      เนื่องจากฝึกด้วยตัวเองจนพื้นฐานเราดีพอสมควร ไปถึงอเมริกา ผมสามารถต่อยอดได้สบาย แรกๆมีติดๆขัดๆบ้าง เพราะเราอยู่แต่เมืองไทย สังคมที่พูดภาษาไทย ก็เลยเจอรับน้องตั้งแต่สนามบิน คือผมฟังเจ้าหน้าที่สนามบินที่นั้นไม่ออกครับ  ความมั่นใจหายแวบบไปเลย แต่พออยู่ๆไปก็สามารถปรับตัวได้ครับ
     นี้ละครับประสบการณ์ ฝึกภาษาอังกฤษของผม สรุปคือ ผมเริ่มจากการฟังโดยดูหนังฝรั่งเลียนแบบเสียง ฝึกพูดกับตัวเอง ฝึกแกรมม่า จากนั้นก็อ่าน ส่วนเขียนมาเรียนเพิ่มเติมทีหลัง ถ้าคุณสังเกตุจะเห็นว่าผมใช้ประโยคซ้ำๆประโยคนึงคือ นึกถึงอเมริกา ผมจะสื่อว่า แรงบันดาลใจอันแรงกล้า คือสิ่งที่สำคัญมาก ควรสร้างแรงบันดาลใจอันแรงกล้าให้ตัวเอง ฉันอยากเก่งภาษาอังกฤษเพื่ออะไร  ถ้าแค่เพื่อได้งานดีๆอันนี้มันไม่แรงพอ  
   แต่ถ้าเป็นฉันจะเก่งภาษาเพื่อจะเป็นแอร์โฮมเตทอันนี้แรงพอ มีแรงบันดาลใจแล้วก็นึกภาพตัวเองเป็นแอร์ ทำงานบนเครื่องบิน พูดภาษาอังกฤษกับผู้โดยสาร สร้างภาพในหัว และลงมือทำ....เชื่อไหมว่ามันจะทำได้ดีมาก  ลองหาหนังเรื่อง View from the top มาดูนะครับ หนังเรื่องนี้ก็สร้างแรงบันดาลใจได้ดีเลยทีเดียว
http://pantip.com/topic/31114028

วันศุกร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2557