วันพุธที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

วิธีจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษแบบไม่มีวันลืม!!

http://www.dek-d.com/board/view/3353112/

วิธีจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษแบบไม่มีวันลืม!!


หลายคนคงเคยได้ยินคำพูดที่ว่า "อยากเก่งภาษาอังกฤษก็ท่องศัพท์เยอะๆสิ"
ซึ่งหลายคนก็ได้นำมาใช้ แต่ก็ยังมีคนบอกว่าไม่เห็นจะเก่งขึ้นเลย
เทคนิคนี้อาจจะฟังดูง่ายๆครับ
แต่ถ้าเรานำไปใช้แบบไม่มีกระบวนการเนี่ย
มันก็ไม่ค่อยเกิดประโยชน์หรอกครับ
วันนี้ผมเลยจะมาอธิบายวิธีการนำเคล็ดลับนี้ไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพครับ
และแน่นอนครับ ผมจะอธิบายอย่างละเอียด เพื่อๆเพื่อนจะได้นำไปใช้อย่างถูกต้องครับ

อันดับแรกเรามาดูอุปกรณ์ที่เราต้องเตรียมในการ ท่องคำศัพท์ ครับ
ก็มี สมุด 1 เล่ม ดินสอ(หรือปากกา) 1 แท่ง หูฟังหรือลำโพงไว้ฟังการออกเสียงที่ถูกต้องนะครับ (หากอยู่คนเดียวก็เปิดลำโพงเต็มที่เลยครับ หากอยู่กับเพื่อนก็อาจจะไส่หูฟังนิดนึง) โทรศัพท์หรืออะไรก็ได้ที่อัดเสียงได้
และนี้คือเว็ปตัวช่วยของเราครับ

http://www.oxfordlearnersdictionaries.com/wordlist/english/oxford3000/
และแน่นอนเว็ปที่ขาดไม่ได้
https://translate.google.co.th/ ซึ่งเว็ปนี้เวลาเราจะใช้ ให้แปลที่ละคำนะครับ อย่ายกมาวางทั้งประโยค เพราะกูเกิ้ลแปลประโยคได้มั่วมากๆครับ

ที่นี้มาถึงคำถามที่หลายคนอาจเคยถาม
เริ่มท่องศัพท์ตั้งแต่คำไหนดี?
ซึ่งมีหลายคนที่ไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไง จะท่องคำไหน
ผมขอแนะนำให้ทุุกคนรู้จักกับ
'Oxford 3000 key words' ครับ (ตามลิ้งที่ผมให้ไป)
คือ คำศัพย์ 3000 คำที่ใช้บ่อยที่สุดในภาษาอังกฤษ หรือพูดง่ายๆก็คือคำศัพท์ 70% ที่ใช้อยู่ทุกคนวันก็มาจาก 3000 คำนี้และครับ
หลายคนอาจบอกว่า 'เยอะจังตั้ง 3000 แหน่ะ'
เยอะ แต่ทุกคำเราได้ใช้แน่นอนครับ สู้ไว้ครับ

เรามาเริ่มกันเลยครับ
อันดับแรกเข้าไปที่ ลิ้งค์แรกที่ผมให้
เลื่อนมาข้างล่างสักนิดนึง เราจะเจอคำศัพท์เรียงกันยาวตามลำดับตัวอักษร(A-Z)ครับ
ไม่ต้องกดเข้าไปนะครับ เพราะเราสนใจแค่คำศัพท์และวิธีออกเสียงพอ ถ้ากดเข้าไปเขาจะอธิบายความหมายไว้ในภาษาอังกฤษ หรือพูดง่ายๆคือแปลอังกฤษเป็นอังกฤษอีกทีครับ
แต่ถ้าใครจะเข้าไปดูก็ไม่เป็นไรนะครับ
ที่นี้วิธีท่องคำศัพท์ของเราก็คือ ท่องอักษรละ 2 คำต่อวันครับ
เอ๊ะ หลายคนอาจจะงง อักษรละ 2 คำต่อวันยังไงหว่า
ก็คือวันนี้ให้เราท่องคำศัพท์ให้หมวด A-Z อย่างละสองคำ
ก็จะตกอยู่วันละ 52 คำครับ
อาจจะฟังดูเยอะนะ วันละตั้ง 52 ครับ แต่จริงผมว่ามันก็ไม่เยอะเท่าไหร่นะ
แบ่งเวลาท่องออกเป็น 3 ช่วง
เช้าท่อง 15 คำ
เที่ยง 15 คำ
เย็น 15 คำ
ที่เหลือก่อนนอน
ถ้าใครฝืนตัวเองให้ทำจนเป็นนิสัยได้นะ ผมบอกเลยว่าคุณจะพัฒนาเยอะมากครับ
แต่ถ้าใครไม่ไหวจริงๆก็ให้ลดมาเหลือ อักษรละ 1 คำต่อวันก็ได้ครับ
แล้วให้เราจดคำศัพท์ที่เราท่องแต่ละวันลงในสมุดนะครับ
จดแค่ภาษาอังกฤษนะครับ คำแปลภาษาไทยไม่ต้องจด
ก็อย่างที่เคยอธิบายไปในบทความที่แล้วครับ (ลองไปหาอ่านดูตอนที่ 1)
การที่เราไม่จดภาษาไทยไปเนี่ย จะเหมือนเป็นการบังคับให้เราใช้สมองเพื่อจดจำ และเมื่อผ่านไป 2-3 วัน เรากลับมาอ่านจะได้ให้สมองใช้เวลานึกคำศัพท์ที่เราแปลความหมายไม่ได้ วิธีนี้แหละครับจะทำให้เราจำศัพท์ได้เร็วมาก
แล้วไม่ใช้แค่จดอย่างเดียวนะครับ ให้ฟังด้วย
จะเห็นว่ามีปุ่มให้กดอยู่ 2 ปุ่ม สีน้ำเงิน กับสีแดง
ปุ่ม 2 ปุ่มนี้คือเสียงเจ้าของภาษาพูดคำศัพท์ครับ
สีน้ำเงิน คือ สำเนียงอังกฤษ (ฺBritish English)
สีแดง คือ สำเนียงอเมริกัน (American English)
ให้เราเลือกฝึกพูดตาม 1 สำเนียงนะครับ ตาามใจชอบเลย
ให้ลองอัดเสียงดูว่า เวลาเราพูดตามสำเนียงไหน เสียงเราฟังดูเหมือนมากกว่า หากเสียงเราไปทางสำเนียงอังกฤษ ก็ให้ฝึกพูดตามสำเนียงอังกฤษนะครับ แต่ถ้าไปอีกสำเนียงก็ฝึกตามสำเนียงนั้น
ต้องฝึกพูดตามและฟังให้ออกด้วยนะครับ เพื่อครั้งหน้าเราได้ยินหรือได้ใช้ จะได้รู้ว่าต้องออกเสียงยังไงให้ฝรั่งเข้าใจ
อ่อ อย่าลืมแปลความหมายคำศัพท์ด้วยนะครับ ไม่ใช่ว่าพูดได้สำเนียงเป๊ะ แต่ไม่รู้ความหมายก็ไม่ไหวนะครับ :DD

สรุปนะครับ
1.ท่องคำศัพท์อักษรละ 2 คำหรือ 1 คำ ต่อวัน
2.จดแค่ภาษาอังกฤษ
3.บันทึกเสียงตัวเองแล้วฟัง
4.เลียนแบบเสียงให้เหมือนเจ้าของภาษาที่สุด

นี่แหละครับแค่นี้เราก็มีวิธีการท่องคำศัพท์แบบมีประสิทธิภาพแล้ว
แล้วผมบอกได้เลยว่า ได้ใช้ทุกคำแน่นอนครับ
เพราะ คำศัพท์3000นี้ คือคำที่ใช้บ่อยที่สุดคำ
มีทางลัดขนาดนี้แล้ว
อย่าท้อนะครับ
อย่าลืมแชร์ไปให้เพื่อนๆด้วยละ
จะได้เก่งกันเยอะๆ
สุดท้ายก็เหมือนเดิมครับ
สู้ต่อไป

วันเสาร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

คือผมนั้นอยากจะฝึกภาษาอังกฤษจากการดูหนัง ผมเลยเข้าไปหาในกระทู้พันทิบ เเล้วเจอกระทู้หนึ่ง

http://www.dek-d.com/board/view/3160640/  
http://www.dek-d.com/board/view/3160640/

คือผมนั้นอยากจะฝึกภาษาอังกฤษจากการดูหนัง ผมเลยเข้าไปหาในกระทู้พันทิบ เเล้วเจอกระทู้หนึ่ง >>>http://pantip.com/topic/31114028<<< เขาบอกว่าเขาไม่รู้อังกฤษเลยไม่สามารถทำข้อสอบได้ไม่เข้าใจและไม่สามารถเอาไปใช้งานได้เลย เขาจึงฝึกอังกฤษจากการดูหนัง เขาดูหนังโดย sound ภาษาอังกฤษ เเละ no subtitle เขาดูไปเรื่อยๆ จนเขาสามารถฟังภาษาอังกฤษรู้เรื่อง จนกระทั่งเขาได้ไปเรียนต่างประเทศ .....ซึ่งผมก็สงสัยว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไร ก็ในเมื่อเราดูหนังโดยที่ sound ภาษาอังกฤษ เเละ no subtitle เราไม่รู้เขาพูดอะไร ฟังก็ไม่ออก เเละไม่มีซับให้อ่าน เเละเขาก็บอกเองว่าเเปลก็ไม่ได้ ฟังไม่รู้เรื่อง เเล้วอยู่ดีๆ เราจะมาฟังรู้เรื่องได้อย่างไร (ผมไม่ได้อคิติกับกระทู้นั้นนะ ผมเเค่สงสัยเฉยๆ) ......สรุปคือดูหนังโดย sound ภาษาอังกฤษ เเละ no subtitle มันช่วยการฝึกอังกฤษให้ฟังรู้เรื่องได้จริงเหรอครับ...... วอนผู้รู้ช่วยตอบหน่อยนะครับ เเล้วผมควรจะฝึกเเบบใหนดี ระหว่างดูโดยที่ sound ภาษาอังกฤษ เเละ no subtitle ...กับ.... ดูโดยsound ภาษาอังกฤษ เเละ subtitle ไทย เเล้วจึงค่อยๆเป็นมาเป็นซับอังกฤษ เเบบใหนจะได้ผลดีกว่ากัน ช่วยตอบหน่อยครับสับสนจริงครับเเบบใหนได้ผลดีกว่ากัน(เเล้วเเบบเเรกดูไปเรื่อยมันจะรู้เรื่องเหรอ) หรือใครมีวิธีอื่นก็ช่วยเเนะนำหน่อยครับ คือผมอยากฝึกจริงๆ ปล.ใครที่อ่านเเล้วงงๆก็ขออภัยด้วยครับ

ตอบเจ้าของกระทู้
---------------------------------------------------------------------------------------------------
แรกๆ ให้เริ่มแบบมีซับ แต่เป็นซับภาษาอังกฤษนะคะ
จะได้รู้วิธีการการออกเสียงของคำนั้นๆ รู้ว่าเค้ากำลังพูดคำไหนอยู่
แล้วถ้าไม่เข้าใจ ก็เสิร์ชดิกเอา

เราใช้วิธีนี้ จากง่อยภาษาอังกฤษมากๆ จนได้ 4

แล้วก็ฝึกไปเรื่อยๆ ใช้ทุกวัน พัฒนาการจะดีขึ้นเอง
ดูคลิป youtube พวก youtuber ก็ได้ค่ะ

สู้ๆ
------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เราใช้วิธีฟังเพลงฝรั่งนะ ฟังเพราะสนุก ฟังเพราะมันเพราะดี
ไม่ได้ตั้งใจจะใช้เป็นวิธีเรียนภาษาอังกฤษอะไรหรอกนะ ทำเพราะชอบฟังจริงๆ
จนถึงทุกวันนี้ เราฟังภาษาอังกฤษรู้เรื่องเอง ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนไม่เคยฟังรู้เรื่องเรย
หูมันคงชินละมั้ง พอฟังออก เราก้อพูดได้นะ ได้ไวยากรณ์เองไปโดยอัตโนมัติเลย
เทอก้อลองหาวิธีที่เหมาะกับตัวเองดูละกัน
มันเกิดความเคยชินอ่ะนะ เราก็ฝึกงั้นและจริงๆ
เราได้ยินเค้าพูดๆๆๆๆอังกฤษกันทุกวันๆเราเลยจำ
แล้วนำไปพูด นึกออกป้ะคำบางคำในภาษาไทย
เรานึกไม่ออกพูดอังกฤษแม่ง
ถ้าเสียง อังกฤษ แต่ซับไทยเชื่อค่ะ
ร้อยทั้งร้อยแอบมองซับ 555555555555555


ปล.เราเริ่มจากดูตูนดิสนีย์แหละ .___.


เรียกพี่ได้มั้ย?555 บอกเลยไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ok
พี่คงสับสน ว่าคนไม่มีพื้นฐานเลยเข้าใจได้ยัง
  yes     no   ok    thank you   sure
5 คำนี้ ทุกคนทราบค่ะ เพราะเป็นสิ่งที่คุ้นเคย ใช่ค่ะ ความคุ้นเคย  การที่เราค่อยๆศึกษามันจะค่อยๆซึมซับ ยิ่งเรามีแรงจูงใจในการทำอะไรซักอย่างที่เราชอบมันก็จะเกิดความพยายามและทำได้ดี อีกอย่างการดูหนัง มันยังให้ทั้งอารามณ์ และความเป็นธรรมชาติ ก็คือ accent นั่นแหละค่ะ นักแสดงไม่ได้ทำหน้าตายซักหน่อย ฉากก็ยังประกอบอีก มันจะทำให้เราเข้าใจได้เองค่ะ  แต่!ไม่ได้แปลว่ามันจะสำเร็จในครั้งแรก มันขึ้นอยู่กับระยะเวลานะคะ การที่หมั่นฝึกฝนในการท่อง พูดบ่อยๆ เพราะมันไม่ใช่ของที่เราลืมตาแล้วพบเจอ ไม่ใช่ภาษาแม่ มันต้องทำจนเกิดความเคยชินนั่นแหละค่ะ  ยืนยันนะคะ และเห็นด้วยกับหลายๆความคิดเห็น ว่า No subtitle, only sound. ค่ะ :)

Ps.อีกอย่างนะ ไม่แนะนำให้ไปตรวจสอบกับแบบพากย์ หรือถ้าสงสัยว่าทำไมเค้าพากย์ไม่ตรงกับซับล่ะ  บางทีหนังพากย์คือ มุกบางมุกฝรั่งขำคนไทยไม่ขำ  มันก็มีบ้างที่ต้องเปลี่ยนมุก คนพากย์เค้าบอกไว้น่ะ

ดูแบบไม่มีซับล่ะค่ะดีแล้ว

ดูแบบมีซับเราก็มัวแต่อ่านไม่ได้ฝึก 'ความเข้าใจ' ซึ่งความเข้าใจคือกุญแจสำคัญในการเรียนภาษา

เราควรที่จะเข้าใจด้วยตัวเองไม่ใช่สิ่งที่เขาแปลมาให้ ถ้าเราฝึกดูหนังเป็นภาษาอังกฤษ แบบไม่มีซับจะฝึกเราไม่ใช่แค่การฟัง แต่รวมถึงความเข้าใจของเราด้วย

พอเราดูแล้วจะสามารถเข้าใจคำศัพท์ความหมายและการใช้ของคำนั้นๆ จากท่าทางของนักแสดงโดยที่ไม่ต้องเปิดพจนานุกรมหาคำแปล

และเมื่อเข้าใจคำศัพท์โดยสังเกตการใช้ ท่าทางของนักแสดง เราจะรู้เองว่าศัพท์ตัวนี้ควรใช้เมื่อไร และใช้อย่างไร

เมื่อสังเกตว่าตัวเองเริ่มคิดเป็นภาษาอังกฤษ พูดอังกฤษได้โดยไม่ต้องคิดเป็นไทยก่อนแล้วค่อยแปล ก็ถือว่าใช้ภาษาอังกฤษได้ดีแล้วค่ะ ยิ่งถ้าฝันเป็นภาษาอังกฤษยิ่งถือว่าดีเข้าไปใหญ่

แบบที่ 1 ที่เขาว่า ดูแบบไม่เปิดซับ หรืออะไร อันนี้จริงใช้ได้นะ
 เพราะเราเคยใช้วิธีนี้เรียนภาษาอีกภาษานึง เรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับเวลา
มันจะค่อยๆเรียนรู้ แล้วก็จำได้เอง อย่างตอนนี้ เรา ได้ Eng กับ ญี่ปุ่นแล้ว
 โดยญี่ปุ่นเราอาศัย แบบจำ จำ ใช้เวลา
ส่วน Eng นี่ตอนแรกจะต้องดูซับไทยก่อน แล้วก็ย้อนมาดู Eng sub เพราะ คำไทย ไม่เหมือนคำ ต่างประเทศ อย่างคำพวก Son of - Holy - Dam Dude พวกนี้ถ้าดู Eng มันก็จะได้อีกฟีลนึง แล้วเราก็จะนึกถึงตอนซับไทย ว่าอ่อ เป็น Eng เขาเรียกงี้ แต่ว่า ถ้าจะฝึกแบบไม่เปิดซับกับซีรีย์ต่างประเทศ ต้องจำกัดเรทหน่อย มันใช้ไม่ได้หมดทุกเรื่อง แหม่จะเชี่ยวชาญแล้ว เพราะบางเรื่องเราต้องเป็นคนท้องถิ่นหรือเคยอยู่ที่นั้นถึงจะเข้าใจ สำเนียง คำศัพท์
 อย่างซีรีย์ฝึกง่ายๆ โดยเริ่มต้นดูซับไทย ก่อนแล้ว ลัดมา ไม่เปิดซับได้
ก็ -How I met your mother นี้เลย
 แต่ซีรีย์ ที่ต้องใช้เวลา แต่แนะนำให้ดูซับไทยดีกว่าเพราะจะได้ฝึกมากกว่าเพราะมีหลายตอน ซีรีย์ระยะยาวอย่าง
 -Laws and Order ตามมาตั้งแต่ ซีซั่น 1 แล้วจนตอนนี่จบ
 -Criminal Minds
พวกนี้จะมีศัพท์ทางการ หรือภาษาที่ไม่ใช่ทั่วไป แต่ว่าก็เป็นคำที่เราใช้เขียนคำศัพท์ยาวๆ 3 พยางค์
 แต่เรื่องภาษานี่มันต้องใช้เวลาจริงๆ อย่างวิธีที่ 1 ถ้าทำแบบนั้นจริงๆต้องใช้เวลาพอสมควร
 แต่ถ้าจะให้ดี เอา เป็น ดูซับไทย > ซับอังกฤษ > ดูแบบ No-sub
 เพราะเราจะได้คุ้นสำเนียง ตัวละครแล้วจะได้แยกแยะคำศัพท์ได้ง่ายขึ้น
เทคนิค ถ้าฟังหรือดูแบบ เปิดลำโพง เราจะแยกสำเนียงยากๆ หรือคำศัพท์ออกยาก แนะนำให้ใช้หูฟังถ้ามี เพราะเราก็ใช้หูฟัง เสียงมันจะแยกออกง่าย [พิมจนปวดนิ้วแล้ว]
 - เรื่องภาษาต้องใช้เวลาและการจดจำนะ -
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
เราใช้วิธีฟังเพลงฝรั่งนะ ฟังเพราะสนุก ฟังเพราะมันเพราะดี
ไม่ได้ตั้งใจจะใช้เป็นวิธีเรียนภาษาอังกฤษอะไรหรอกนะ ทำเพราะชอบฟังจริงๆ
จนถึงทุกวันนี้ เราฟังภาษาอังกฤษรู้เรื่องเอง ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนไม่เคยฟังรู้เรื่องเรย
หูมันคงชินละมั้ง พอฟังออก เราก้อพูดได้นะ ได้ไวยากรณ์เองไปโดยอัตโนมัติเลย
เทอก้อลองหาวิธีที่เหมาะกับตัวเองดูละกัน
---------------------------------------------------------------------------------------------------------
เริ่มแรกที่เราทำคือดูหนังที่ใช้ศัพท์กลางๆโดยเปิดซับไปด้วย ดูจนชินอ่ะจ้า แล้วก็ดูอีกรอบไม่มีซับนะให้พอเดาศัพท์ได้รางๆ ด้วยความที่หนังสนุกและยาวมากกเราเลยได้ภาษาไปในตัว คตอนนี้อาจฟังออกได้ไม่หมดแกรมม่าไม่เป๊ะมากแต่ว่ามันเป็นภาษาที่ใช้ได้ในชีวิตจริงอ่ะ ตอนนี้เราคุยกับฝรั่งได้อย่างมั่นใจมากก 5555555 สำเนียงงี้โดนเพื่อนด่าว่ากระแดะ =_= แต่ไม่หรอก เราติดไปแล้ว สำเนียงเราเป็นแบบของฝรั่งโดนไม่รู้ตัว 
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
เรื่อง "ภาษา" ต้องใช้เวลาค่ะ
ที่เขาบอกว่าไม่มีซับ มันก็ถูกแล้ว
แต่ต้องฟังบ่อยๆ ฟังไปเรื่อยๆ - - ถึงจะเห็นผล


ลองคิดถึงเด็กๆนะ ..เด็กแบบเบบี๋ - - น้องที่เพิ่งเกิดอ่าค่ะ
น้องเองก็ฟังเราไม่รู้เรื่องเหมือนกัน
แต่พอผ่านไปเรื่อยๆ เราพูดกับน้องเรื่อยๆ พูดซ้ำๆ น้องจะจำได้เอง
มันคือการเรียนรู้ :)
    ภาษามนุษย์ ไม่ใช่ สัญชาตญาณ    
เพราะฉะนั้นต้องเรียนรู้เอาเอง ทั้งจากสภาพแวดล้อมและอื่นๆประกอบด้วยค่ะ

ถ้าอยากประสบความสำเร็จในการเรียนภาษาต่างประเทศ
ต้องใช้วิธีเรียนรู้แบบเด็กๆ
คือ คิดว่าตัวเองเป็นเด็ก ไม่รู้ภาษา ไม่รู้อะไรเลย
ทำสมองว่างเปล่าแล้วรับภาษาใหม่อย่างเดียว

ลองสังเกตง่ายๆ
เราจะเห็นว่าเด็กอนุบาล-ประถม เรียนรู้ภาษาใหม่ได้เร็วกว่าผู้ใหญ่
เพราะในสมองของเด็กไม่มีโครงสร้างทางไวยากรณ์ (grammatical structure)
ที่ซับซ้อนเหมือนผู้ใหญ่
ยิ่งเราอายุมากขึ้น.. ประสบการณ์ในการใช้ภาษาของเราก็จะมากขึ้นด้วย
นั่นเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เรา "เข้าใจ" ภาษาอื่นยากลำบากขึ้น

เนื่องจากภาษาแต่ละภาษามีโครงสร้างทางไวยากรณ์ที่แตกต่างกัน
ดังนั้น...การเรียนภาษาต่างประเทศจึงต้องหลีกเลี่ยง "การแปล" สู่ภาษาแม่

ยกตัวอย่าง เช่น ถ้า จขกท. จะเรียนภาษาอังกฤษ (ภาษาต่างประเทศ)
ก็อย่าพยายามแปลประโยค วลี คำ ให้เป็นภาษาไทย (ภาษาแม่)
เพราะมันเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ภาษาใหม่
ฺBOOK = BOOK
ไม่ใช่   BOOK = หนังสือ(n.)
เพราะ BOOK อาจหมายถึง จอง(v.) ด้วย
[ คำนี้ค่อนข้างง่าย..แต่ยกตัวอย่างให้ดู เพราะใช้วิธีเดียวกันกับคำที่ยากกว่านี้ ]
หรือไม่ก็ อย่างในประโยค This is a book.
ก็ทำความเข้าใจไปเลยว่า This is a book.
ไม่ต้องแปลเป็นภาษาไทยว่า นี่คือหนังสือ 1 เล่ม
แปลไป แปลมา สุดท้ายแล้ว ไม่ได้อะไร
..ได้แต่ฝึกการแปลภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทยอย่างเดียว



ยิ่งถ้าเรายึดติดกับการเรียนภาษาเหมือนเรียนคณิตหรือวิทยาศาสตร์
เราจะเรียนภาษาได้ยากขึ้น
เพราะภาษาไม่ใช่การท่องจำ ไม่มีสูตรตายตัว แต่มันคือสื่อกลางในการสื่อสาร
ถ้าผู้ฟังเข้าใจในสิ่งที่ผู้พูดต้องการจะสื่อ ... นั่นคือ  ประสบความสำเร็จ  


เวลาเรียนภาษา อย่าสงสัย..แต่ให้สังเกตและจดจำ

------------------------------------------------------------------------------------------------

เราว่าเข้าใจนะ
เพราะเหมือนฝึก listening อะค่ะ
คือมันเห็นภาพอยู่แล้วว่าเค้ากำลังพูดถึงอะไร
เช่นแบบ
Put the gun down! (เค้าก็วางปืนลง เราก็จะรู้ว่าแบบ อ๋อคำนี้คือวางปืนลง)
run! (วิ่ง ตัวละครก็วิ่งประมาณเนี่ย)
Dead body (ก็มีศพ อยู่ข้่างหน้าเราก็จะเข้าใจเลยแบบไม่ต้องมีซับว่า dead body แปลว่า ศพ)
Don't go (ผู้หญิงก็เอามือมารั้งๆ ผู้ชายไว้ เราก็เข้าใจและ ว่ามันหมายถึงอย่าไป 5555)

เราดูแบบนั้นอะ
----------------------------------------------------------------------------------------------
สำหรับพี่
พี่ดูแบบที่เป็นซับอิ้งด้วยอ่า ช่วงแรกๆที่ไม่คล่องพี่จะใช้วิธีนี้ก่อน

พอเราเริ่มฟังทัน
เริ่มแปลออกให้ฝึกฟังแบบที่ไม่มีซับอิ้งค่ะ 55555


คนที่อิ้งไม่แข็งแล้วอยู่ๆไปฟังแบบนั้น มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรอยู่ดี
ฟังแบบซับอิ้งคู่ แล้วศัพทย์คำไหนไม่คุ้นค่อยหาเอา จำได้มากกว่าท่องศัพท์ธรรมดาอีกนะ

คหสต.
------------------------------------------------------------------------------------------------------
เราก็ฝึกวิธีนี้อยู่เหมือนกันนะ เเต่เราเริ่มจากการฟังเพลงก่อน ไม่ต้องเป็นเพลงยาก เเล้วก็ต้องเป็นเเบบเนื้อเพลง(lyrics)ด้วยนะเวลา search เเล้วก็ร้องตามไปด้วย ได้ทั้งภาษาเเละก็สำเนียงเลยนะมันได้ผลจริงๆ
---------------------------------------------------------------------------------------------------
เราก็ฝึกพูดภาษาอังกฤษจากการดูหนังเหมือนกันนะเเต่เราแยกเป็นระดับ คือ ระดับแรกเราจะดูเป็นภาษาไทยก่อน ระดับที่สอง ดูเป็นภาษาไทยมีซับอังกฤษ ระดับที่สามซาวมีซับส่วนระดับสี่ดูซาวไม่มีซับ
งง มะ ?? คือเราก็ดูแบบนี้แหละแต่ดูกับหนังที่ชอบๆเลยทำให้ไม่เบื่อส่วนหนึ่งที่พูดภาษาอังกฤษได้รู้ศัพท์เยอะก็มาจากการดูหนังแบบนี้แหละจนตอนนี้บางทีไม่ต้องอ่านซับไทยข้างล่างเวลาไปดูหนังที่โรง
----------------------------------------------------------------------------------------------------



วิธีการฝึกภาษาอังกฤษด้วยการดูหนัง

วิธีการฝึกภาษาอังกฤษด้วยการดูหนัง



หลาย คนคงรู้สึกเบื่อหน่ายกับการเรียนภาษาอังกฤษด้วยการท่องจำ และก็คงอยากที่จะหาวิธีอื่นๆมาใช้ในการฝึกฝนกัน หนึ่งในวิธียอดฮิตที่หลายคนใช้เพื่อฝึกทักษะภาษาอังกฤษด้านต่างๆ ก็คือ การดูหนังหรือซีรีส์ฝรั่งต่าง ลองมาดูกันดีกว่าว่าเราสามารถที่จะฝึกภาษาอังกฤษควบคู่ไปกับการดูหนังเหล่า นี้ได้อย่างไร
ประเภทของหนังที่แนะนำให้เลือกในการฝึกเบื้องต้น ได้แก่ หนัง Romantic, หนัง Comedy, Animation และ หนังสำหรับวัยรุ่นต่างๆ
สิ่งที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด การฝึกพูดตามตัวละครทุกๆรอบที่ดูโดยอาจพยายามเลียนแบบ Accent ของตัวละครนั้นๆ พร้อมกับจดคำศัพท์หรือประโยคต่างๆที่เราไม่เคยเจอ หรือแปลไม่ออก เพื่อมาหาความหมายทีหลัง
วิธีที่ 1 ดูหนัง Thai Subtitle ตามด้วย English Subtitle แล้วดู No Subtitle

คำถามที่ควรตั้งให้กับตัวเอง จะรู้สึกเบื่อที่จะดูหนังซ้ำไปซ้ำมาหรือเปล่า?
เวลาที่ใช้ในการฝึก 6-8 ชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับความยาวของหนัง)
วิธีฝึกให้ได้ผล วิธีนี้คงเป็นวิธีที่ทุกคนคงเคยได้รับคำแนะนำมาเพื่อใช้ฝึกภาษาอังกฤษอยู่ บ่อยๆ แต่ไม่เคยได้ทำตามเลยแม้สักครั้ง เนื่องจากต้องมีเวลาจริงๆ ทั้งนี้ทั้งนั้น เราไม่จำเป็นต้องดูหนังทั้งหมดนี้ให้จบในวันเดียวกัน แต่สามารถแบ่งไปดูวันอื่นๆก็ได้
วิธีที่ 2 อ่าน Plot หรือ ดูตัวอย่างหนัง ตามด้วย English Subtitle
คำถามที่ควรตั้งให้กับตัวเอง จะรู้สึกอย่างไรหากต้องดูหนังแล้วไม่สามารถเข้าถึงแก่นที่แท้จริงของหนังได้?
เวลาที่ใช้ในการฝึก 2-3 ชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับความยาวของหนัง)
วิธีฝึกให้ได้ผล วิธีนี้อาจจะเป็นตัวเลือกสุดท้ายสำหรับใครบางคน เนื่องจากคิดว่าดูหนังไม่รู้เรื่องแน่ๆ แต่ถ้าลองคิดดูดีๆแล้ว วิธีนี้อาจจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดเลยก็ว่าได้เนื่องจากประหยัดเวลา และนอกจากนั้นการดูหนังแบบนี้ยังช่วยให้เราสร้างความหมายของคำศัพท์ต่างๆมา ด้วยตัวเอง และไม่จำกัดตัวเองอยู่แค่ความหมายของประโยคและคำต่างๆที่ผู้แปลเรียบเรียง ขึ้นมา แต่ข้อเสียก็อาจจะเป็น การที่ดูหนังจบแล้ว แต่ไม่รู้เรื่องสักเท่าไร จึงแนะนำวิธีนี้สำหรับคนที่มีพื้นฐานทางภาษาอังกฤษมาแล้วในระดับหนึ่ง แต่ใครที่ไม่มีเวลาหรืออยากที่จะมีความรู้สึกเดียวกับการที่เราต้องไปอยู่ ท่ามกลางฝรั่ง วิธีนี้ก็คงเป็นตัวเลือกที่ดีในการมองหาจุดบกพร่องของเรา
วิธีที่ 3 ดูหนัง No Subtitle ตามด้วย English Subtitle
คำถามที่ควรตั้งให้กับตัวเอง จะรู้สึกอย่างไรถ้าหากดูหนังแล้วไม่มีความสนุกเลย?
เวลาที่ใช้ในการฝึก 4-6 ชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับความยาวของหนัง)
วิธีฝึกให้ได้ผล วิธีนี้จะมีความคล้ายคลึงกับวิธีที่ 2 เพียงแต่วิธีนี้จะเน้นไปถึงการทำความเข้าใจถึงส่วนต่างๆของเรื่องที่เราไม่ สามารถจับใจความได้ โดยการดูรอบแรกเป็นเพียงการทำความเข้าใจกับเนื้อเรื่องว่าเป็นไปในลักษณะใด และพยายามที่จะฟังประโยคต่างๆให้ออกเท่านั้น โดยรอบที่สองนั้น เราจะต้องพยายามอ่าน subtitle ให้หมด เพื่อดูว่าประโยคต่างๆนั้นเป็นไปตามที่เราฟังหรือไม่
วิธีที่ 4 ดูหนัง Thai Subtitle
คำถามที่ควรตั้งให้กับตัวเอง จะสามารถบังคับตัวเองไม่ให้ดู Subtitle มากน้อยเพียงใด?
เวลาที่ใช้ในการฝึก 2-3 ชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับความยาวของหนัง)
วิธีฝึกให้ได้ผล ใครที่เป็นคอหนังตัวจริงแล้ว คงจะต้องอยากรู้ถึงวิธีการฝึกภาษาอังกฤษไปกับการดูหนัง Thai Subtitle นี้อย่างแน่นอน นั่นก็เป็นเพราะว่า เราจะต้องพบกับหนัง Thai Subtitle ทุกครั้งที่เราไปดูหนังในโรง แต่ประสิทธิภาพในการฝึกภาษาอังกฤษด้วยการดูหนังชนิดนี้นั้นไม่ค่อยดีสัก เท่าไร นั่นก็เป็นเพราะ สิ่งที่เราได้รับมาคือคำแปลจากผู้บรรยาย ไม่ใช่คำแปลที่ผ่านจากกระบวนความคิดของเรา แต่ยังไงก็ตามยังมีวิธีที่จะทำให้การดูหนังประเภทนี้ช่วยเราในการฝึกภาษา อังกฤษได้บ้าง ซึ่งเป็นวิธีง่ายๆ แต่ทำได้ยาก นั่นก็คือ “การพยายามไม่ดู subtitle” โดยจะดูก็ต่อเมื่อฟังไม่รู้เรื่องเท่านั้น เช่น ไม่มอง subtitle เมื่อเป็นฉากที่ตัวละครพูดค่อนข้างช้า หรือ อาจจะเป็นฉากที่เด็กหรือคนสูงวัยพูด ก็ได้ โดยสิ่งสำคัญในการฝึกคือ ต้องอดทนและกลั้นใจไม่มอง subtitle นั่นเอง อย่างไรก็ตาม อยากให้เลือกดูหนัง Thai Subtitle เป็นตัวเลือกสุดท้ายในการฝึกภาษาอังกฤษ เนื่องจากเป็นวิธีที่ได้ผลน้อยที่สุด
สำหรับ สิ่งที่จะได้เรียนรู้จากการดูหนังด้วยวิธีต่างๆเหล่านี้ก็ได้แก่ ประโยคภาษาอังกฤษที่ใช้ในชีวิตประจำวัน, คำศัพท์ Slang และ Technical Terms, ทักษะการฟัง (Listening skills), ความคุ้นเคยกับสำเนียงต่างๆ, หลักการใช้ Grammar และ Tenses ต่างๆ และอื่นๆ โดยเราจะได้ความรู้มากน้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับตัวเราเองว่า มีความอดทนและความพยายามมากน้อยเพียงใด

วิธีการฝึกภาษาอังกฤษด้วยการดูหนัง



หลาย คนคงรู้สึกเบื่อหน่ายกับการเรียนภาษาอังกฤษด้วยการท่องจำ และก็คงอยากที่จะหาวิธีอื่นๆมาใช้ในการฝึกฝนกัน หนึ่งในวิธียอดฮิตที่หลายคนใช้เพื่อฝึกทักษะภาษาอังกฤษด้านต่างๆ ก็คือ การดูหนังหรือซีรีส์ฝรั่งต่าง ลองมาดูกันดีกว่าว่าเราสามารถที่จะฝึกภาษาอังกฤษควบคู่ไปกับการดูหนังเหล่า นี้ได้อย่างไร
ประเภทของหนังที่แนะนำให้เลือกในการฝึกเบื้องต้น ได้แก่ หนัง Romantic, หนัง Comedy, Animation และ หนังสำหรับวัยรุ่นต่างๆ
สิ่งที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด การฝึกพูดตามตัวละครทุกๆรอบที่ดูโดยอาจพยายามเลียนแบบ Accent ของตัวละครนั้นๆ พร้อมกับจดคำศัพท์หรือประโยคต่างๆที่เราไม่เคยเจอ หรือแปลไม่ออก เพื่อมาหาความหมายทีหลัง
วิธีที่ 1 ดูหนัง Thai Subtitle ตามด้วย English Subtitle แล้วดู No Subtitle

คำถามที่ควรตั้งให้กับตัวเอง จะรู้สึกเบื่อที่จะดูหนังซ้ำไปซ้ำมาหรือเปล่า?
เวลาที่ใช้ในการฝึก 6-8 ชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับความยาวของหนัง)
วิธีฝึกให้ได้ผล วิธีนี้คงเป็นวิธีที่ทุกคนคงเคยได้รับคำแนะนำมาเพื่อใช้ฝึกภาษาอังกฤษอยู่ บ่อยๆ แต่ไม่เคยได้ทำตามเลยแม้สักครั้ง เนื่องจากต้องมีเวลาจริงๆ ทั้งนี้ทั้งนั้น เราไม่จำเป็นต้องดูหนังทั้งหมดนี้ให้จบในวันเดียวกัน แต่สามารถแบ่งไปดูวันอื่นๆก็ได้
วิธีที่ 2 อ่าน Plot หรือ ดูตัวอย่างหนัง ตามด้วย English Subtitle
คำถามที่ควรตั้งให้กับตัวเอง จะรู้สึกอย่างไรหากต้องดูหนังแล้วไม่สามารถเข้าถึงแก่นที่แท้จริงของหนังได้?
เวลาที่ใช้ในการฝึก 2-3 ชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับความยาวของหนัง)
วิธีฝึกให้ได้ผล วิธีนี้อาจจะเป็นตัวเลือกสุดท้ายสำหรับใครบางคน เนื่องจากคิดว่าดูหนังไม่รู้เรื่องแน่ๆ แต่ถ้าลองคิดดูดีๆแล้ว วิธีนี้อาจจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดเลยก็ว่าได้เนื่องจากประหยัดเวลา และนอกจากนั้นการดูหนังแบบนี้ยังช่วยให้เราสร้างความหมายของคำศัพท์ต่างๆมา ด้วยตัวเอง และไม่จำกัดตัวเองอยู่แค่ความหมายของประโยคและคำต่างๆที่ผู้แปลเรียบเรียง ขึ้นมา แต่ข้อเสียก็อาจจะเป็น การที่ดูหนังจบแล้ว แต่ไม่รู้เรื่องสักเท่าไร จึงแนะนำวิธีนี้สำหรับคนที่มีพื้นฐานทางภาษาอังกฤษมาแล้วในระดับหนึ่ง แต่ใครที่ไม่มีเวลาหรืออยากที่จะมีความรู้สึกเดียวกับการที่เราต้องไปอยู่ ท่ามกลางฝรั่ง วิธีนี้ก็คงเป็นตัวเลือกที่ดีในการมองหาจุดบกพร่องของเรา
วิธีที่ 3 ดูหนัง No Subtitle ตามด้วย English Subtitle
คำถามที่ควรตั้งให้กับตัวเอง จะรู้สึกอย่างไรถ้าหากดูหนังแล้วไม่มีความสนุกเลย?
เวลาที่ใช้ในการฝึก 4-6 ชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับความยาวของหนัง)
วิธีฝึกให้ได้ผล วิธีนี้จะมีความคล้ายคลึงกับวิธีที่ 2 เพียงแต่วิธีนี้จะเน้นไปถึงการทำความเข้าใจถึงส่วนต่างๆของเรื่องที่เราไม่ สามารถจับใจความได้ โดยการดูรอบแรกเป็นเพียงการทำความเข้าใจกับเนื้อเรื่องว่าเป็นไปในลักษณะใด และพยายามที่จะฟังประโยคต่างๆให้ออกเท่านั้น โดยรอบที่สองนั้น เราจะต้องพยายามอ่าน subtitle ให้หมด เพื่อดูว่าประโยคต่างๆนั้นเป็นไปตามที่เราฟังหรือไม่
วิธีที่ 4 ดูหนัง Thai Subtitle
คำถามที่ควรตั้งให้กับตัวเอง จะสามารถบังคับตัวเองไม่ให้ดู Subtitle มากน้อยเพียงใด?
เวลาที่ใช้ในการฝึก 2-3 ชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับความยาวของหนัง)
วิธีฝึกให้ได้ผล ใครที่เป็นคอหนังตัวจริงแล้ว คงจะต้องอยากรู้ถึงวิธีการฝึกภาษาอังกฤษไปกับการดูหนัง Thai Subtitle นี้อย่างแน่นอน นั่นก็เป็นเพราะว่า เราจะต้องพบกับหนัง Thai Subtitle ทุกครั้งที่เราไปดูหนังในโรง แต่ประสิทธิภาพในการฝึกภาษาอังกฤษด้วยการดูหนังชนิดนี้นั้นไม่ค่อยดีสัก เท่าไร นั่นก็เป็นเพราะ สิ่งที่เราได้รับมาคือคำแปลจากผู้บรรยาย ไม่ใช่คำแปลที่ผ่านจากกระบวนความคิดของเรา แต่ยังไงก็ตามยังมีวิธีที่จะทำให้การดูหนังประเภทนี้ช่วยเราในการฝึกภาษา อังกฤษได้บ้าง ซึ่งเป็นวิธีง่ายๆ แต่ทำได้ยาก นั่นก็คือ “การพยายามไม่ดู subtitle” โดยจะดูก็ต่อเมื่อฟังไม่รู้เรื่องเท่านั้น เช่น ไม่มอง subtitle เมื่อเป็นฉากที่ตัวละครพูดค่อนข้างช้า หรือ อาจจะเป็นฉากที่เด็กหรือคนสูงวัยพูด ก็ได้ โดยสิ่งสำคัญในการฝึกคือ ต้องอดทนและกลั้นใจไม่มอง subtitle นั่นเอง อย่างไรก็ตาม อยากให้เลือกดูหนัง Thai Subtitle เป็นตัวเลือกสุดท้ายในการฝึกภาษาอังกฤษ เนื่องจากเป็นวิธีที่ได้ผลน้อยที่สุด
สำหรับ สิ่งที่จะได้เรียนรู้จากการดูหนังด้วยวิธีต่างๆเหล่านี้ก็ได้แก่ ประโยคภาษาอังกฤษที่ใช้ในชีวิตประจำวัน, คำศัพท์ Slang และ Technical Terms, ทักษะการฟัง (Listening skills), ความคุ้นเคยกับสำเนียงต่างๆ, หลักการใช้ Grammar และ Tenses ต่างๆ และอื่นๆ โดยเราจะได้ความรู้มากน้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับตัวเราเองว่า มีความอดทนและความพยายามมากน้อยเพียงใด


https://docs.google.com/document/d/1q4E1jVK7VZEVAhurGrZTv2k77Kd2SeFUAofoMDYuRPw/edit?hl=th

เรียนภาษาอังกฤษไม่เสียตังค์ เรียนเองเก่งเอง คุณทำได้

http://pantip.com/topic/30713919
(บทความจากบล็อกของเจ้าของกระทู้เองครับ http://behindthatsong.blogspot.com/2013/07/blog-post.html)

หลายคนอาจหงุดหงิดกับระดับภาษาอังกฤษของตัวเอง เรียนมาตั้งแต่อนุบาลแต่ทำไมยังพูดไม่ได้ อ่านไม่รู้เรื่องสักที เจอวงสนทนาภาษาอังกฤษทีไรเป็นต้องหลบ แล้วปัญหาของการสื่อสารภาษาอังกฤษไม่ได้นี้มันมาจากอะไรกันแน่ จะแก้ปัญหาและพัฒนาภาษาอังกฤษของตัวเองได้อย่างไร บางคนอาจสมัครเข้าเรียนในสถาบันสอนภาษาหรือแม้กระทั่งจ้างครูมาสอนเป็นการส่วนตัว แต่นั่นช่วยให้คนเหล่านั้นใช้ภาษาอังกฤษได้ดีขึ้นหรือไม่ หากหยุดการเรียนจากห้องเรียนจะเกิดอะไรขึ้น แล้วมีหนทางอื่นที่จะเรียนรู้ภาษาอังกฤษได้ตลอดเวลาหรือไม่ คำตอบคือมีครับ หนทางที่ดีที่สุดของการเรียนภาษาอังกฤษหรือภาษาที่สามใดๆก็ตามคือการไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยการใช้ภาษานั้นๆแบบ Full-time หรือพูดง่ายๆคือไปอยู่ต่างประเทศนั่นเอง แต่จะมีสักกี่คนที่ทำแบบนั้นได้หากไม่รวยจริง หรือไม่มีงานหรือหน้าที่อย่างอื่นที่ต้องรับผิดชอบในประเทศไทย อีกหนึ่งวิธีที่ได้ผลดี ประหยัด และเรียนรู้ได้ตลอดเวลาคือการฝึกฝนด้วยตัวเองตามสื่อและช่องทางต่างๆ ที่มีอยู่มากมายนับไม่ถ้วนในโลกไร้พรมแดนในปัจจุบัน

การเรียนรู้ภาษาอังกฤษหรือภาษาใดก็แล้วแต่มีเพียง 4 ทักษะหลักๆที่เราจะต้องเรียนรู้ คือ ฟัง พูด อ่าน และเขียน ก่อนทำการศึกษาเราควรรู้ระดับของตัวเองก่อนว่าภาษาเราแย่มาก แย่ ใช้ได้ ดี หรือ ดีมากแค่ไหน วิธีทดสอบไม่ต้องไปหาแบบทดสอบมาทำให้ยุ่งยากเพราะเรารู้ตัวเราเองอยู่แล้วว่าเราอยู่ระดับไหน เพียงแค่ไม่โกหกตัวเองเป็นพอ เสร็จแล้วตั้งเป้าหมายหรือหาจุดมุ่งหมายของการเรียนว่าเราจะพัฒนาทักษะด้านใดดี ขั้นตอนต่อไปก็เพียงแค่เริ่มลงมือและอดเท่านั้นเอง ช่องทางและวิธีขออธิบายในลำดับต่อไป

ผมขอแนะนำกรณีที่ระดับภาษาอยู่ในขั้นพื้นฐาน หรือที่บางคนอาจบอกกับตัวเองว่า "แย่" นั่นเอง สิ่งที่จะต้องฝึกเบื้องต้นเลยคือทักษะการ ฟัง และ อ่าน เพราะ ฟังและอ่านเป็นทักษาการรับรู้ เรียนรู้ หรือนำข้อมูลเข้าใส่ตัว (Input) ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่ง่ายกว่า หากจะเริ่มด้วยการพูดหรือเขียนเชื่อว่าหลายคนคงไปต่อกันไม่ถูกเลยทีเดียว เว้นแต่ว่าจะมีทักษะดีอยู่แล้ว ทีนี้มาดูกันว่าเราจะเริ่มเรียนรู้กันได้อย่างไร

การฟัง
การฟังเป็นการเรียนรู้ที่สามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าจะแค่ 1 นาที 5 นาที หรือเป็นชั่วโมง การฝึกที่ดีที่สุดคือการฟังข่าวภาษาอังกฤษ ช่องทางการฟังมีหลากหลายมาก เช่น ดูข่าวผ่านทีวี CNN, BBC หรือช่องอื่นๆ หรือ ฟังข่าวออนไลน์ผ่านมือถือ ซึ่งหาดาวน์โหลด Application เหล่านี้ได้ง่ายมาก ประเด็นคือฟังไม่รู้เรื่อง มันมืดไปหมด แล้วอย่างนี้จะเรียนรู้ได้อย่างไร อย่าเพิ่งถอดใจครับเพราะเป็นเรื่องธรรมดาหากฟังไม่เข้าใจ เพราะแม้กระทั้งคนที่ระดับภาษาอังกฤษค่อยข้างดีแล้วบางทีเขายังฟังข่าวไม่ค่อยรู้เรื่องก็มี สิ่งที่จะแนะนำคือพยายามฟังบ่อยๆ หากมีเวลาพยายามตั้งใจฟังและพยายามจับให้ได้ว่าเขากำลังรายงานข่าวเรื่องอะไรอยู่ พยายามแยกแยะคำศัพท์แต่ละคำออกจากกันให้ได้ถึงแม่จะไม่รู้ความหมายของคำนั้นๆก็ตาม เพราะถ้าเราฟังเฉยๆลอยๆจะเหมือนกับเวลาฝรั่งอ่านหนังสือภาษาไทยที่ไม่รู้ว่าแต่ละคำจบตรงไหนเพราะเขียนติดกันเป็นพืดไปหมด ดังนั้นช่วงเริ่มฟังใหม่ๆไม่จำเป็นต้องรู้ความหมายหรือรู้เรื่องทั้งหมด แค่พยายามจับคำของนักข่าวให้ได้ก็พอ แต่ถ้าไม่ได้จริงๆอย่าเพิ่งท้อเพราะการฟังบ่อยก็ช่วยให้เราคุ้นชินกับสำเนียง ท่วงทำนอง ระดับสูงต่ำ ของภาษาได้ไปในตัว ฟังไปนานๆมันจะฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกเราเองและไม่ช้าเราจะจับคำพูดที่เราฟังได้โดยที่ไม่ต้องพยายามอีกต่อไป ดังนั้นว่างๆหากมีสมาร์ทโฟนให้เข้าไปดาวโหลด Podcast ข่าวของ CNN หรือ BBC มาไว้ในมือถือ ขึ้นบีทีเอสหรือรอรถเมย์เมื่อไหร่ก็หยิบออกมาฟังเพลินๆ หรือเข้าไปที่ Leaning English ของ Voice of America จาก http://learningenglish.voanews.com ในนี้จะรวบรวมข่าวพร้อมคลิปเสียงการบรรยายข่าวนั้นๆโดยเขาทำไว้เพื่อให้คนฝึกฟังภาษาอังกฤษโดยเฉพาะ ดังนั้นการรายงานข่าวจึงไม่เร็วเกินไปและชัดถ้อยชัดคำมาก

ต่อมาคือการฝึกฟังจากการดูหนัง หรือซีรี่ฝรั่ง คำแนะนำคือห้ามมี Subtitle หรือถ้าต้องมีจริงๆต้องเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น ห้ามเป็นภาษาไทยโดยเด็ดขาด เพราะคุณจะไม่ได้อะไรเลยจากการดูหนังในครั้งนั้น การดูหนังหรือซีรี่ภาษาอังกฤษจะดีตรงที่ภาษาจะเป็นภาษาพูดที่ใช้ในชีวิตประจำวันทั่วไป แนะนำอย่าเลือกหนังที่เป็นหนังประวัติศาสตร์ย้อนยุค เพราะเราจะไม่เข้าใจภาษา ถ้าเลือกได้แนะนำหนังการ์ตูนของ Walt Disney ดูน่ารักเพลินๆและภาษาเข้าใจง่าย ส่วนซี่รี่ก็เลือกดูที่เราถนัด

การฟังอีกอย่างคือการฟังเพลง เชื่อว่าทุกคนฟังเพลงสากล แต่มีกี่คนที่รู้ว่าเพลงที่ฟังอยู่สื่อถึงอะไร หรือเนื้อเพลงแปลว่าอะไร หากฟังแบบนั้นจะเป็นแค่การฟังเพื่อความเพลิดเพลิน การฟังที่ได้เรียนรู้ไปด้วยแนะนำให้เปิดหาความหมายของเนื้อร้องประกอบไปด้วย อาจจะฝึกแปลเองหรือเข้าไปหาดูบทแปลจากอินเตอร์เน็ท แต่ระวังนิดนึงเพราะบางเว็ปที่แปลเพลงสากลอาจแปลได้ไม่ค่อยตรงความหมายของเพลง หรือความหมายไม่ได้ตามอารมณ์ที่ควรจะเป็นของเพลงนั้นๆ ข้อดีของการฟังเพลงคือเพลง 1 เพลงปกติเราไม่ฟังแค่รอบเดียวแล้วเลิกฟัง เรามักจะฟังซ้ำๆทุกวันจึงทำให้เกิดการคุ้นหูและเคยชินกับประโยคในเพลง หากเรารู้ความหมายจะเป็นการดีที่เราได้เรียนรู้ทั้งคำศัพท์และตัวอย่างการใช้ไปในตัว เวลาจำไปใช้ก็เอาไปทั้งประโยคได้เลย


การอ่าน
อ่านน้อยได้น้อย อ่านมากได้มาก อันนี้ขึ้นอยู่กับความขยันของตัวบุคคลจริงๆ ทุกครั้งที่เราอ่านเราจะได้อะไรเสมอ สำหรับการอ่านภาษาอังกฤษไหนๆก็จะเริ่มอ่านแล้วควรอ่านให้ได้ประโยชน์มากที่สุด แนะนำให้อ่านข่าวภาษาอังกฤษ บทความ หรือนิตยสารภาษาอังกฤษ การอ่านจะต่างจากการฟังตรงที่เวลาอ่านพยายามทำความเข้าใจในสิ่งที่เรากำลังอ่าน หากเจอคำศัพท์แปลกที่เราไม่รู้ความหมายให้เปิดพจนานุกรมและเขียนกำกับไว้เลย (แนะนำให้เขียนลงในเนื้อหาที่เราอ่านเลย) หากเป็นไปได้ควรอ่านทุกวันอย่างน้อยวันละหนึ่งหัวข้อข่าวหรือหนึ่งบทความ เจอคำที่ไม่รู้ให้เปิดพจนานุกรมและเขียนไว้ถึงแม้จะเป็นคำเดิมที่เราเคยเจอและเคยเปิดมาแล้ว เพราะถ้าเปิดอีกรอบนั่นหมายความว่าเรายังจำไม่ได้ หากอ่านทุกวันเราจะเห็นว่าเราจะเจอคำศัพท์เดิมๆบ่อยครั้ง ในที่สุดเราจะจำคำนั้นๆได้โดยอัตโนมัติ แต่การอ่านไม่จำเป็นต้องเปิดแบบละเอียดทุกคำเพราะมันจะทำให้เราเกิดอาการหงุดหงิดท้อละเลิกอ่านไปในที่สุด บางทีเราสามารถเดาความหมายจากบริบทได้ อันนี้อาจต้องฝึกบ่อยๆนะครับ

การเรียนรู้ภาษาที่สามจะต้องมาควบคู่กับความขยันและอดทน หากขาดสิ่งนี้การเรียนรู้แทบจะไม่ได้ผลเลย ยังไงก็พยายามกันนะครับ ภาษาอังกฤษไม่ใช่สิ่งที่ยากหรือน่ากลัว แต่หากเราไม่รู้แล้วเกิดจำเป็นต้องใช้ในวันข้างหน้าความน่ากลัวจะมาเยือน


บางส่วนของเว็ปไซต์แนะนำสำหรับการเรียนภาษาอังกฤษ

อ่านข่าว
http://www.bbc.com
http://edition.cnn.com
http://bangkokpost.com

ฟังข่าว
http://learningenglish.voanews.com

ดูหนัง
http://movie.mthai.com/doonung จะมี Subtitle ไทย พยายามปิดไว้หรือห้ามดูซับนะครับ

แปลเพลง
http://behindthatsong.blogspot.com ของเจ้าของบล็อกเองครับ ^_^ ในนี้จะมีบทเพลงแปลรวมถึงเกร็ดความรู้และสำนวนภาษาอังกฤษจากเพลง

อื่นๆ
http://www.bbc.co.uk/worldservice/learningenglish/081222_download.shtml

http://www.manythings.org/voa/rss/

http://www.manythings.org/listen/

http://learnenglish.britishcouncil.org.cn/zh-hans/en/listen-watch

http://www.esl-lab.com

http://www.engvid.com