วันเสาร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

คือผมนั้นอยากจะฝึกภาษาอังกฤษจากการดูหนัง ผมเลยเข้าไปหาในกระทู้พันทิบ เเล้วเจอกระทู้หนึ่ง

http://www.dek-d.com/board/view/3160640/  
http://www.dek-d.com/board/view/3160640/

คือผมนั้นอยากจะฝึกภาษาอังกฤษจากการดูหนัง ผมเลยเข้าไปหาในกระทู้พันทิบ เเล้วเจอกระทู้หนึ่ง >>>http://pantip.com/topic/31114028<<< เขาบอกว่าเขาไม่รู้อังกฤษเลยไม่สามารถทำข้อสอบได้ไม่เข้าใจและไม่สามารถเอาไปใช้งานได้เลย เขาจึงฝึกอังกฤษจากการดูหนัง เขาดูหนังโดย sound ภาษาอังกฤษ เเละ no subtitle เขาดูไปเรื่อยๆ จนเขาสามารถฟังภาษาอังกฤษรู้เรื่อง จนกระทั่งเขาได้ไปเรียนต่างประเทศ .....ซึ่งผมก็สงสัยว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไร ก็ในเมื่อเราดูหนังโดยที่ sound ภาษาอังกฤษ เเละ no subtitle เราไม่รู้เขาพูดอะไร ฟังก็ไม่ออก เเละไม่มีซับให้อ่าน เเละเขาก็บอกเองว่าเเปลก็ไม่ได้ ฟังไม่รู้เรื่อง เเล้วอยู่ดีๆ เราจะมาฟังรู้เรื่องได้อย่างไร (ผมไม่ได้อคิติกับกระทู้นั้นนะ ผมเเค่สงสัยเฉยๆ) ......สรุปคือดูหนังโดย sound ภาษาอังกฤษ เเละ no subtitle มันช่วยการฝึกอังกฤษให้ฟังรู้เรื่องได้จริงเหรอครับ...... วอนผู้รู้ช่วยตอบหน่อยนะครับ เเล้วผมควรจะฝึกเเบบใหนดี ระหว่างดูโดยที่ sound ภาษาอังกฤษ เเละ no subtitle ...กับ.... ดูโดยsound ภาษาอังกฤษ เเละ subtitle ไทย เเล้วจึงค่อยๆเป็นมาเป็นซับอังกฤษ เเบบใหนจะได้ผลดีกว่ากัน ช่วยตอบหน่อยครับสับสนจริงครับเเบบใหนได้ผลดีกว่ากัน(เเล้วเเบบเเรกดูไปเรื่อยมันจะรู้เรื่องเหรอ) หรือใครมีวิธีอื่นก็ช่วยเเนะนำหน่อยครับ คือผมอยากฝึกจริงๆ ปล.ใครที่อ่านเเล้วงงๆก็ขออภัยด้วยครับ

ตอบเจ้าของกระทู้
---------------------------------------------------------------------------------------------------
แรกๆ ให้เริ่มแบบมีซับ แต่เป็นซับภาษาอังกฤษนะคะ
จะได้รู้วิธีการการออกเสียงของคำนั้นๆ รู้ว่าเค้ากำลังพูดคำไหนอยู่
แล้วถ้าไม่เข้าใจ ก็เสิร์ชดิกเอา

เราใช้วิธีนี้ จากง่อยภาษาอังกฤษมากๆ จนได้ 4

แล้วก็ฝึกไปเรื่อยๆ ใช้ทุกวัน พัฒนาการจะดีขึ้นเอง
ดูคลิป youtube พวก youtuber ก็ได้ค่ะ

สู้ๆ
------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เราใช้วิธีฟังเพลงฝรั่งนะ ฟังเพราะสนุก ฟังเพราะมันเพราะดี
ไม่ได้ตั้งใจจะใช้เป็นวิธีเรียนภาษาอังกฤษอะไรหรอกนะ ทำเพราะชอบฟังจริงๆ
จนถึงทุกวันนี้ เราฟังภาษาอังกฤษรู้เรื่องเอง ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนไม่เคยฟังรู้เรื่องเรย
หูมันคงชินละมั้ง พอฟังออก เราก้อพูดได้นะ ได้ไวยากรณ์เองไปโดยอัตโนมัติเลย
เทอก้อลองหาวิธีที่เหมาะกับตัวเองดูละกัน
มันเกิดความเคยชินอ่ะนะ เราก็ฝึกงั้นและจริงๆ
เราได้ยินเค้าพูดๆๆๆๆอังกฤษกันทุกวันๆเราเลยจำ
แล้วนำไปพูด นึกออกป้ะคำบางคำในภาษาไทย
เรานึกไม่ออกพูดอังกฤษแม่ง
ถ้าเสียง อังกฤษ แต่ซับไทยเชื่อค่ะ
ร้อยทั้งร้อยแอบมองซับ 555555555555555


ปล.เราเริ่มจากดูตูนดิสนีย์แหละ .___.


เรียกพี่ได้มั้ย?555 บอกเลยไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ok
พี่คงสับสน ว่าคนไม่มีพื้นฐานเลยเข้าใจได้ยัง
  yes     no   ok    thank you   sure
5 คำนี้ ทุกคนทราบค่ะ เพราะเป็นสิ่งที่คุ้นเคย ใช่ค่ะ ความคุ้นเคย  การที่เราค่อยๆศึกษามันจะค่อยๆซึมซับ ยิ่งเรามีแรงจูงใจในการทำอะไรซักอย่างที่เราชอบมันก็จะเกิดความพยายามและทำได้ดี อีกอย่างการดูหนัง มันยังให้ทั้งอารามณ์ และความเป็นธรรมชาติ ก็คือ accent นั่นแหละค่ะ นักแสดงไม่ได้ทำหน้าตายซักหน่อย ฉากก็ยังประกอบอีก มันจะทำให้เราเข้าใจได้เองค่ะ  แต่!ไม่ได้แปลว่ามันจะสำเร็จในครั้งแรก มันขึ้นอยู่กับระยะเวลานะคะ การที่หมั่นฝึกฝนในการท่อง พูดบ่อยๆ เพราะมันไม่ใช่ของที่เราลืมตาแล้วพบเจอ ไม่ใช่ภาษาแม่ มันต้องทำจนเกิดความเคยชินนั่นแหละค่ะ  ยืนยันนะคะ และเห็นด้วยกับหลายๆความคิดเห็น ว่า No subtitle, only sound. ค่ะ :)

Ps.อีกอย่างนะ ไม่แนะนำให้ไปตรวจสอบกับแบบพากย์ หรือถ้าสงสัยว่าทำไมเค้าพากย์ไม่ตรงกับซับล่ะ  บางทีหนังพากย์คือ มุกบางมุกฝรั่งขำคนไทยไม่ขำ  มันก็มีบ้างที่ต้องเปลี่ยนมุก คนพากย์เค้าบอกไว้น่ะ

ดูแบบไม่มีซับล่ะค่ะดีแล้ว

ดูแบบมีซับเราก็มัวแต่อ่านไม่ได้ฝึก 'ความเข้าใจ' ซึ่งความเข้าใจคือกุญแจสำคัญในการเรียนภาษา

เราควรที่จะเข้าใจด้วยตัวเองไม่ใช่สิ่งที่เขาแปลมาให้ ถ้าเราฝึกดูหนังเป็นภาษาอังกฤษ แบบไม่มีซับจะฝึกเราไม่ใช่แค่การฟัง แต่รวมถึงความเข้าใจของเราด้วย

พอเราดูแล้วจะสามารถเข้าใจคำศัพท์ความหมายและการใช้ของคำนั้นๆ จากท่าทางของนักแสดงโดยที่ไม่ต้องเปิดพจนานุกรมหาคำแปล

และเมื่อเข้าใจคำศัพท์โดยสังเกตการใช้ ท่าทางของนักแสดง เราจะรู้เองว่าศัพท์ตัวนี้ควรใช้เมื่อไร และใช้อย่างไร

เมื่อสังเกตว่าตัวเองเริ่มคิดเป็นภาษาอังกฤษ พูดอังกฤษได้โดยไม่ต้องคิดเป็นไทยก่อนแล้วค่อยแปล ก็ถือว่าใช้ภาษาอังกฤษได้ดีแล้วค่ะ ยิ่งถ้าฝันเป็นภาษาอังกฤษยิ่งถือว่าดีเข้าไปใหญ่

แบบที่ 1 ที่เขาว่า ดูแบบไม่เปิดซับ หรืออะไร อันนี้จริงใช้ได้นะ
 เพราะเราเคยใช้วิธีนี้เรียนภาษาอีกภาษานึง เรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับเวลา
มันจะค่อยๆเรียนรู้ แล้วก็จำได้เอง อย่างตอนนี้ เรา ได้ Eng กับ ญี่ปุ่นแล้ว
 โดยญี่ปุ่นเราอาศัย แบบจำ จำ ใช้เวลา
ส่วน Eng นี่ตอนแรกจะต้องดูซับไทยก่อน แล้วก็ย้อนมาดู Eng sub เพราะ คำไทย ไม่เหมือนคำ ต่างประเทศ อย่างคำพวก Son of - Holy - Dam Dude พวกนี้ถ้าดู Eng มันก็จะได้อีกฟีลนึง แล้วเราก็จะนึกถึงตอนซับไทย ว่าอ่อ เป็น Eng เขาเรียกงี้ แต่ว่า ถ้าจะฝึกแบบไม่เปิดซับกับซีรีย์ต่างประเทศ ต้องจำกัดเรทหน่อย มันใช้ไม่ได้หมดทุกเรื่อง แหม่จะเชี่ยวชาญแล้ว เพราะบางเรื่องเราต้องเป็นคนท้องถิ่นหรือเคยอยู่ที่นั้นถึงจะเข้าใจ สำเนียง คำศัพท์
 อย่างซีรีย์ฝึกง่ายๆ โดยเริ่มต้นดูซับไทย ก่อนแล้ว ลัดมา ไม่เปิดซับได้
ก็ -How I met your mother นี้เลย
 แต่ซีรีย์ ที่ต้องใช้เวลา แต่แนะนำให้ดูซับไทยดีกว่าเพราะจะได้ฝึกมากกว่าเพราะมีหลายตอน ซีรีย์ระยะยาวอย่าง
 -Laws and Order ตามมาตั้งแต่ ซีซั่น 1 แล้วจนตอนนี่จบ
 -Criminal Minds
พวกนี้จะมีศัพท์ทางการ หรือภาษาที่ไม่ใช่ทั่วไป แต่ว่าก็เป็นคำที่เราใช้เขียนคำศัพท์ยาวๆ 3 พยางค์
 แต่เรื่องภาษานี่มันต้องใช้เวลาจริงๆ อย่างวิธีที่ 1 ถ้าทำแบบนั้นจริงๆต้องใช้เวลาพอสมควร
 แต่ถ้าจะให้ดี เอา เป็น ดูซับไทย > ซับอังกฤษ > ดูแบบ No-sub
 เพราะเราจะได้คุ้นสำเนียง ตัวละครแล้วจะได้แยกแยะคำศัพท์ได้ง่ายขึ้น
เทคนิค ถ้าฟังหรือดูแบบ เปิดลำโพง เราจะแยกสำเนียงยากๆ หรือคำศัพท์ออกยาก แนะนำให้ใช้หูฟังถ้ามี เพราะเราก็ใช้หูฟัง เสียงมันจะแยกออกง่าย [พิมจนปวดนิ้วแล้ว]
 - เรื่องภาษาต้องใช้เวลาและการจดจำนะ -
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
เราใช้วิธีฟังเพลงฝรั่งนะ ฟังเพราะสนุก ฟังเพราะมันเพราะดี
ไม่ได้ตั้งใจจะใช้เป็นวิธีเรียนภาษาอังกฤษอะไรหรอกนะ ทำเพราะชอบฟังจริงๆ
จนถึงทุกวันนี้ เราฟังภาษาอังกฤษรู้เรื่องเอง ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนไม่เคยฟังรู้เรื่องเรย
หูมันคงชินละมั้ง พอฟังออก เราก้อพูดได้นะ ได้ไวยากรณ์เองไปโดยอัตโนมัติเลย
เทอก้อลองหาวิธีที่เหมาะกับตัวเองดูละกัน
---------------------------------------------------------------------------------------------------------
เริ่มแรกที่เราทำคือดูหนังที่ใช้ศัพท์กลางๆโดยเปิดซับไปด้วย ดูจนชินอ่ะจ้า แล้วก็ดูอีกรอบไม่มีซับนะให้พอเดาศัพท์ได้รางๆ ด้วยความที่หนังสนุกและยาวมากกเราเลยได้ภาษาไปในตัว คตอนนี้อาจฟังออกได้ไม่หมดแกรมม่าไม่เป๊ะมากแต่ว่ามันเป็นภาษาที่ใช้ได้ในชีวิตจริงอ่ะ ตอนนี้เราคุยกับฝรั่งได้อย่างมั่นใจมากก 5555555 สำเนียงงี้โดนเพื่อนด่าว่ากระแดะ =_= แต่ไม่หรอก เราติดไปแล้ว สำเนียงเราเป็นแบบของฝรั่งโดนไม่รู้ตัว 
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
เรื่อง "ภาษา" ต้องใช้เวลาค่ะ
ที่เขาบอกว่าไม่มีซับ มันก็ถูกแล้ว
แต่ต้องฟังบ่อยๆ ฟังไปเรื่อยๆ - - ถึงจะเห็นผล


ลองคิดถึงเด็กๆนะ ..เด็กแบบเบบี๋ - - น้องที่เพิ่งเกิดอ่าค่ะ
น้องเองก็ฟังเราไม่รู้เรื่องเหมือนกัน
แต่พอผ่านไปเรื่อยๆ เราพูดกับน้องเรื่อยๆ พูดซ้ำๆ น้องจะจำได้เอง
มันคือการเรียนรู้ :)
    ภาษามนุษย์ ไม่ใช่ สัญชาตญาณ    
เพราะฉะนั้นต้องเรียนรู้เอาเอง ทั้งจากสภาพแวดล้อมและอื่นๆประกอบด้วยค่ะ

ถ้าอยากประสบความสำเร็จในการเรียนภาษาต่างประเทศ
ต้องใช้วิธีเรียนรู้แบบเด็กๆ
คือ คิดว่าตัวเองเป็นเด็ก ไม่รู้ภาษา ไม่รู้อะไรเลย
ทำสมองว่างเปล่าแล้วรับภาษาใหม่อย่างเดียว

ลองสังเกตง่ายๆ
เราจะเห็นว่าเด็กอนุบาล-ประถม เรียนรู้ภาษาใหม่ได้เร็วกว่าผู้ใหญ่
เพราะในสมองของเด็กไม่มีโครงสร้างทางไวยากรณ์ (grammatical structure)
ที่ซับซ้อนเหมือนผู้ใหญ่
ยิ่งเราอายุมากขึ้น.. ประสบการณ์ในการใช้ภาษาของเราก็จะมากขึ้นด้วย
นั่นเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เรา "เข้าใจ" ภาษาอื่นยากลำบากขึ้น

เนื่องจากภาษาแต่ละภาษามีโครงสร้างทางไวยากรณ์ที่แตกต่างกัน
ดังนั้น...การเรียนภาษาต่างประเทศจึงต้องหลีกเลี่ยง "การแปล" สู่ภาษาแม่

ยกตัวอย่าง เช่น ถ้า จขกท. จะเรียนภาษาอังกฤษ (ภาษาต่างประเทศ)
ก็อย่าพยายามแปลประโยค วลี คำ ให้เป็นภาษาไทย (ภาษาแม่)
เพราะมันเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ภาษาใหม่
ฺBOOK = BOOK
ไม่ใช่   BOOK = หนังสือ(n.)
เพราะ BOOK อาจหมายถึง จอง(v.) ด้วย
[ คำนี้ค่อนข้างง่าย..แต่ยกตัวอย่างให้ดู เพราะใช้วิธีเดียวกันกับคำที่ยากกว่านี้ ]
หรือไม่ก็ อย่างในประโยค This is a book.
ก็ทำความเข้าใจไปเลยว่า This is a book.
ไม่ต้องแปลเป็นภาษาไทยว่า นี่คือหนังสือ 1 เล่ม
แปลไป แปลมา สุดท้ายแล้ว ไม่ได้อะไร
..ได้แต่ฝึกการแปลภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทยอย่างเดียว



ยิ่งถ้าเรายึดติดกับการเรียนภาษาเหมือนเรียนคณิตหรือวิทยาศาสตร์
เราจะเรียนภาษาได้ยากขึ้น
เพราะภาษาไม่ใช่การท่องจำ ไม่มีสูตรตายตัว แต่มันคือสื่อกลางในการสื่อสาร
ถ้าผู้ฟังเข้าใจในสิ่งที่ผู้พูดต้องการจะสื่อ ... นั่นคือ  ประสบความสำเร็จ  


เวลาเรียนภาษา อย่าสงสัย..แต่ให้สังเกตและจดจำ

------------------------------------------------------------------------------------------------

เราว่าเข้าใจนะ
เพราะเหมือนฝึก listening อะค่ะ
คือมันเห็นภาพอยู่แล้วว่าเค้ากำลังพูดถึงอะไร
เช่นแบบ
Put the gun down! (เค้าก็วางปืนลง เราก็จะรู้ว่าแบบ อ๋อคำนี้คือวางปืนลง)
run! (วิ่ง ตัวละครก็วิ่งประมาณเนี่ย)
Dead body (ก็มีศพ อยู่ข้่างหน้าเราก็จะเข้าใจเลยแบบไม่ต้องมีซับว่า dead body แปลว่า ศพ)
Don't go (ผู้หญิงก็เอามือมารั้งๆ ผู้ชายไว้ เราก็เข้าใจและ ว่ามันหมายถึงอย่าไป 5555)

เราดูแบบนั้นอะ
----------------------------------------------------------------------------------------------
สำหรับพี่
พี่ดูแบบที่เป็นซับอิ้งด้วยอ่า ช่วงแรกๆที่ไม่คล่องพี่จะใช้วิธีนี้ก่อน

พอเราเริ่มฟังทัน
เริ่มแปลออกให้ฝึกฟังแบบที่ไม่มีซับอิ้งค่ะ 55555


คนที่อิ้งไม่แข็งแล้วอยู่ๆไปฟังแบบนั้น มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรอยู่ดี
ฟังแบบซับอิ้งคู่ แล้วศัพทย์คำไหนไม่คุ้นค่อยหาเอา จำได้มากกว่าท่องศัพท์ธรรมดาอีกนะ

คหสต.
------------------------------------------------------------------------------------------------------
เราก็ฝึกวิธีนี้อยู่เหมือนกันนะ เเต่เราเริ่มจากการฟังเพลงก่อน ไม่ต้องเป็นเพลงยาก เเล้วก็ต้องเป็นเเบบเนื้อเพลง(lyrics)ด้วยนะเวลา search เเล้วก็ร้องตามไปด้วย ได้ทั้งภาษาเเละก็สำเนียงเลยนะมันได้ผลจริงๆ
---------------------------------------------------------------------------------------------------
เราก็ฝึกพูดภาษาอังกฤษจากการดูหนังเหมือนกันนะเเต่เราแยกเป็นระดับ คือ ระดับแรกเราจะดูเป็นภาษาไทยก่อน ระดับที่สอง ดูเป็นภาษาไทยมีซับอังกฤษ ระดับที่สามซาวมีซับส่วนระดับสี่ดูซาวไม่มีซับ
งง มะ ?? คือเราก็ดูแบบนี้แหละแต่ดูกับหนังที่ชอบๆเลยทำให้ไม่เบื่อส่วนหนึ่งที่พูดภาษาอังกฤษได้รู้ศัพท์เยอะก็มาจากการดูหนังแบบนี้แหละจนตอนนี้บางทีไม่ต้องอ่านซับไทยข้างล่างเวลาไปดูหนังที่โรง
----------------------------------------------------------------------------------------------------



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น