วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ไม่เก่งภาษาอังกฤษทำยังไง?”

ไม่เก่งภาษาอังกฤษทำยังไง?”
หลังจากที่ผมแชร์ และพูดเสมอๆ ว่า อยากให้เพื่อนๆ อ่านและฟังหนังสือ “How to” เป็นภาษาอังกฤษ
รวมทั้งผมได้เคยโพสวิธีที่ผมฝึกแล้วได้ผล มาแล้ว
แต่ก็ยังมีเพื่อนๆ ถามอยู่ว่า…
ตอนนี้ฉันไม่เก่งภาษาอังกฤษเลย อ่านแทบไม่ได้ ฟังแทบไม่ออก
แล้ววิธีที่คุณอั๋นแนะนำ จะใช้ได้หรอ???
.
.
เมื่อฟังแบบนี้ ผมรู้แล้วว่าผมพลาดตรงไหน
ผมบอกแค่วิธีการไป … แต่ลืมเล่าอะไรบางอย่าง …
ทำให้เพื่อนๆ ยังไม่ “เชื่อ” ว่าเพื่อนๆ ทำได้
วันนี้ผมจะเล่าตัวอย่างของผมเองให้ฟัง
เพื่อนๆ จะได้เห็นว่า ภาษาอังกฤษที่เคย ”ไม่ได้เรื่อง!!!” อย่างผม ยังทำได้ เพื่อนๆ ก็ต้องทำได้เช่นกัน
----------
“State 1: ภาษาอังกฤษกับผม คนละโลก!”
สมัย entrance เชื่อไหม ภาษาอังกฤษผม “มั่ว” หมดเลย
ไม่รู้เลยว่าที่ทำสอบไป ถูกหรือ ผิด
คะแนนออกมาได้ 35 เต็ม 100 (สมัยนั้นเอาแค่ผ่านขั้นต่ำ 30 ไม่นับเป็นคะแนนสอบรวม)
ย้ำนะครับ มั่ว ล้วนๆ!!!
(จำได้ครังนึง สมัยเรียนอยู่ โรงเรียน มีข้อสอบ “เขียน” ผมเขียนคำว่า “I can’t write english” ตัวโตๆ แล้วส่งคำตอบทั้งๆ แบบนั้น)
พออยู่ ป.ตรี
ภาษาอังกฤษ ผมก็ยังคงสอบแบบมั่วๆ อยู่วันยังค่ำ
เกรดภาษาอังกฤษได้อยู่ในระดับ D+, C … อยู่ประมาณนี้
คิดเสมอๆ ว่า “ภาษาอังกฤษกับฉัน มันต้องอยู่คนละโลกกัน”
-------------
“State 2: จุดเปลี่ยน”
จุดเปลี่ยนของผมคือ ตอน ปี 4
เพื่อนผมคนนึง...บอกเลยชื่อ “โบ”
ภาษาอังกฤษจากเค้าที่เคยแย่กว่าผม 1 ระดับเสมอๆ (ผมได้ D+ เค้าได้ D)
ตอนปี 4 เค้า พูดอังกฤษ คร่องปรื๋อออออ…..
“เห้ย… ทำได้งัยฟร่ะ!!!”
มิหนำซ้ำ … TOEFL ไปสอบมาแล้วได้ เกิน 550 อีก (โอ้วว แม่เจ้า!!!)
แต่เธอไม่พอใจ เธอจะเอา 600 … (Passion เธออยากไปเรียนต่อ ต่างประเทศ U Top ten)
พระเจ้า! จาก Eng เกรด D แปปเดียว TOFEL 550 … (CUTEP ผมยังได้แค่ 350 -400 เองมั้ง)
สิ่งที่เห็นจากเธอ คือ
มีสมุด หรือหนังสือภาษาอังกฤษ 1 เล่มเสมอ … กินข้าวเสร็จ รอเพื่อน ระหว่างรออาจารย์ … เธอจะหยิบมาอ่านเสมอ!
ที่สำคัญ วันนึงได้นั่งรถที่เธอขับ เห้ยยย… เธอฟังข่าวภาษาอังกฤษ ในรถ!!!
ผมถาม … ฟังรู้เรื่องเหรอ?
เธอบอก “แรกๆ ไม่รู้เรื่องเลย… ถัดมาต้องตั้งใจฟังถึงจะพอรู้เรื่อง… หลังๆ ไม่ต้องตั้งใจฟังก็รู้เรื่อง”
เห้ย! ไม่จร๊งงงง เป็นไปไม่ได้!!!!
คุยไปคุยมา เจอความจริงบางอย่างอีก….
เธอถอดปลั๊กทีวีช่องภาษาไทยออก (เธอบอกทีวีที่บ้านเป็นปลั๊ก ถอดทีละช่องได้ - ผมไม่เคยเห็นว่าเป็นยังไงเหมือนกัน)
“ฟังแต่ภาษาอังกฤษเท่านั้น!!!” … พระเจ้า
ผมถาม ไม่เครียดเหรอ…
เธอบอก แรกๆ ก็เครียด… หลังๆ “พอยิ่งฟัง ยิ่งอ่าน มันยิ่งรู้เรื่อง แล้วยิ่งมันส์ ยิ่งอยากฟังเพิ่มอีก”
--------
“State 3: ความเชื่อเก่าๆ พังทลาย”
ถึงตรงนี้ ความเชื่อเก่าๆ ผมพังทลายจนหมดสิ้น!
“เห้ย… ไอ้คนที่มันอ่อน ภาษามากกว่าผม มันใช้เวลาปีเดียว… มันเก่งขนาดนี้
แล้วผมเป็นใคร ฉลาดกว่า เกรดเฉลี่ยรวมก็มากกว่า… แล้วทำไมจะทำมั่งไม่ได้ฟร่ะ!!!”
ถามเลย แนะนำมาด่วน เรียนที่ไหน
เธอบอก Fast English กับ อ. สงวน … แต่แนะนำ Fast English ….
OK อีกวันสมัครทันที! …
และทั้งๆ ที่ สมัยก่อนก็เรียนภาษาอังกฤษมาก็หลายที่ … แต่ไม่เคยเข้าหัว
แต่มาเรียนที่นี่ Fast English …
โอโห… เปิดโลกภาษาอังกฤษเลยครับท่าน!
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะที่นี่สอนดีจริง! ตีกรอบและวาง scope ของภาษาอังกฤษชัดเจนไม่แบบเรียนไปเรื่อยๆ
แต่สิ่งที่สำคัญที่ทำให้ผมเรียนรู้เรื่อง
นั่นคือ “ความเชื่อที่ว่าภาษาอังกฤษกับผมมันคนละโลก มันได้พังทลายสลายไปจนหมดสิ้น”
เพราะถ้าผมยังเชื่อแบบเดิมๆ อยู่ … ผมก็คงไม่ลงทะเบียนเรียน แน่นอน!
.
.
แม้ไม่พัฒนาเร็วเท่า โบ เพื่อนของผม เพราะผมไม่ได้ฝึกหนักแบบ Exclusive ขนาดเธอ
แต่ภาษาผมก็เริ่มพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ อย่างเห็นได้ชัด
จากที่มั่วๆ ไม่รู้เรื่องอะไรเลย … กลายเป็นคนช่วยเพื่อนตรวจ ช่วยแก้คำพูดใน วิทยานิพนธ์ปริญญาโท (เพราะต้องเขียนเป็นภาษาอังกฤษ)
และผมมาพัฒนาเร็วสุดๆ เมื่อผม เริ่มหันมาฟัง Audio book และอ่านหนังสือ How to เป็นภาษาอังกฤษ….
แล้วผมก็ค้นพบว่า… ประโยคนี้ที่ โบ พูด …
“แรกๆ ไม่รู้เรื่องเลย… ถัดมาต้องตั้งใจฟังถึงจะพอรู้เรื่อง… หลังๆ ไม่ต้องตั้งใจฟังก็รู้เรื่อง”
เห้ย… มันคือเรื่องจริง!!!
และผมก็มาถึงทุกวันนี้ …. ที่ยังพัฒนาต่อได้อีกเรื่อยๆ เพราะ ยังฟังอยู่ทุกวัน และอ่าน How to ภาษาอังกฤษ อยู่ทุกวัน
------------
สรุป
ผมเคยอยู่ในสถานะแบบเพื่อนๆ มาก่อน … ห่วยกว่าด้วยซ้ำ
ผมยังมีวันนี้ได้…
สำคัญที่สุดคือ เริ่มด้วยการ “เปลี่ยนความเชื่อก่อน!”
ลบไปซะ คำว่าทำไม่ได้ หรือ ภาษาอังกฤษมัน ยาก ไม่เป็นความจริง!!!!
พอเราเชื่อว่าเราทำได้ … สมองมันจะ เดินหน้าหาทางฝึกของมันเอง…
จะฝึกแบบไหนก็ได้ แล้วแต่เลย เอาให้รู้สึกว่าเราดีขึ้นๆ ทุกๆ วัน….
แต่ถ้าใครยังไม่มี ผมก็มีสูตรที่ผมใช้แล้วได้ผลดีที่สุด โพสไว้ให้แล้ว… (เดี๋ยวผมจะเอามาปักหมุดไว้อันบนสุด เพื่อนๆ จะได้หาง่ายๆ)
.
สุดท้าย ย้ำอีกที!…หลังจากเปลี่ยนความเชื่อแล้ว
"เราต้องเริ่มฝึก อ่าน ฟัง และพูด ภาษาอังกฤษ… แล้วเราจะเก่งขึ้นๆ เรื่อยๆ"
มันไม่มีนะครับ ยิ่งฟัง ยิ่งอ่าน ยิ่งฉลาดน้อยลง
ถ้ารอให้เก่งก่อน แล้วค่อยกลับมาอ่านมาฟัง หนังสือที่เราชอบเป็นภาษาอังกฤษ
แบบนั้นแล้วเราจะไปเก่งภาษาอังกฤษมาจากไหนล่ะครับ!
หยิบขึ้นมาเลยครับ หนังสือหรือ audio CD ภาษาอังกฤษที่เราชอบ แล้วฟังแล้วอ่านมันตั้งแต่ตอนนนี้เลย…
"มันจะสนุกขึ้นเรื่อยๆ เพราะว่าเราเริ่มรู้เรื่องขึ้นเรื่อยๆ ทุกๆ วัน"
แล้วเราจะรู้สึกได้รับสารโดยตรงจากผู้แต่ง โดยไม่ผ่านคนกลางคือคนแปล… มันจะ “ฟิน” สุดๆ
แล้วคุณจะรู้ว่า... “ภาษาอังกฤษ” มัน "ไม่ได้ยาก" อย่างที่เราเคยคิด
ใครที่ได้ภาษาแล้ว... เห็นด้วยกับผมไหมครับ? ช่วยสนับสนุนเป็นกำลังใจให้เพื่อนๆ ที่กำลังฝึกหน่อยนะครับ!
สู้ๆ ครับ!
Un+ Chirdpong (อั๋น เชิดพงษ์)
---------------------
ปล. การเริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนความเชื่อ ใช้ได้ผลกับทุกทักษะใหม่ๆ ไม่ใช่เฉพาะถาษาอังกฤษเท่านั้น อันนี้เป็นหลักสากลของโลก
ปล. ถ้าสนใจ วันหลังผมจะมาเล่าให้ฟังอีกว่า ทำไมผมถึงพยายามแนะนำอยู่เสมอๆ ว่าอยากให้อ่าน How to ที่เป็น ภาษาอังกฤษ ไม่ใช่แค่เพื่อฝึกภาษาอังกฤษเท่านั้น… แต่ยังได้ความลึกซึ้งของเนื้้อหา และอีกหลายๆ อย่าง … ถ้าสนใจ ไว้จะมาแชร์นะครับ ... จะได่อยากอ่านกันมากขึ้นไปอีก ^^
ปล. วันนี้โพสซะยาว … ขอบคุณที่อ่านจนจบนะครับ ^^
ปล. โพสเก่าที่ผมเคยบอกสูตรที่ผมฝึกแล้วได้ผลที่สุด อ่านได้จาก link นี้นะครับhttps://www.facebook.com/lifesuccessplus/posts/748436155200242

ผมฝึกภาษาอังกฤษอย่างไร ?

ผมฝึกภาษาอังกฤษอย่างไร ?
มีเพื่อนๆเขียนมาถามผมว่า อยากอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ อยากดู DVD ภาษาอังกฤษบ้าง ทำไงดี? ผมฝึกยังไงให้ดูและฟังรู้เรื่อง
วันนี้ผมจะมาบอกวิธีกัน
ออกตัวก่อน … ผมไม่ได้เก่งภาษาอังกฤษแบบเชี่ยวชาญพูดเหมือนเจ้าของภาษา ผมแค่ฟัง VCD/ DVD พวกนี้ออกเกือบทั้งหมดโดยไม่ต้องมี script (แต่บางแผ่นอาจต้องฟังหลายรอบ), ประชุมกับเจ้าของภาษาได้, และสามารถ present งานเป็น ภาษาอังกฤษและไทยแบบสลับกันไป-มาได้
ทั้งๆที่ถ้าย้อนกลับไปก่อนหน้าประมาณ 4 ปีก่อน ผมทำแบบนี้ไม่ได้เลย (หรือได้แบบงูๆ ปลาๆ)
ผมฝึกมาแล้วหลายวิธี แต่วิธีที่ทำให้ภาษาผมพัฒนาเร็วที่สุดที่ผมจะแนะนำวันนี้ คือ
“ฟัง Audio CD (หนังสือเสียง)”
ซึ่ง CD ที่จะเหมาะสำหรับการฝึก คือ CD เกี่ยวกับ “วิธีคิด หรือ จิตวิทยาความสำเร็จ”
ทำไม? เพราะ
1. ภาษาที่ใช้เป็นภาษามาตรฐาน ค่อนไปทางระดับสูงนิดๆ เป็นภาษาที่เค้าใช้ในการสื่อสารจริงไม่ใช่ศัพท์แสลงที่ใช้กันแต่เฉพาะวัยรุ่น หรือเฉพาะกลุ่ม
2. สำเนียงชัด พูดชัด เพราะพูดให้คนฟังทั่วโลก
3. เนื้อหาไม่น่าเบื่อ ไม่ใช่บทสนทนาแบบหนังสือเรียน
4. เนื้อหาที่เป็นหลักคิด ยิ่งฟังจะยิ่งเข้าใจลึกซึ้ง และยิ่งฟังจะยิ่งสนุก (แปลกมาก แต่เรื่องจริง) เพราะฉะนั้นการฟังซ้ำ 20-50 รอบ จึงเป็นเรื่องสนุก ซึ่งจะแตกต่างจากฝึกจากดูหนังเพราะหนังดูอย่างมาก 3 รอบ ก็ไม่อยากดูแล้ว
5. ใครที่บอกไม่มีเวลา …. นี่แหละเหมาะเลย เวลาในรถเกือบทุกคนต้องมี อย่างต่ำๆ ก็วันละ 1 ชม.
ฟังยังไงถึงจะดี?
1. ฟังทุกเวลาที่ฟังได้ เช่น ในรถ (เป็นหลัก) เวลาออกกำลังกาย ทำกับข้าว กินข้าว ตอนตื่นนอน (แบบยังงัวเงียๆ ก็ฟังเลย) อาบน้ำ ... สรุป เอาทุกเวลาที่ฟังได้
2. ฟังซ้ำบ่อยๆ 1 แผ่น 20 รอบขึ้นไป! (ยิ่งเยอะ ยิ่งดี) - ในรถ 1 วันก็ได้ 1-2 รอบแล้ว อาทิตย์เดียวก็ฟังครบแล้ว 20 รอบ!
3. อย่าเครียดเพราะไม่รู้เรื่อง ฟังไปเรื่อยๆ พอฟังเกิน 20 รอบ รู้เรื่องเกิน 80% ผมรับประกัน
4. ฟังแบบสบายๆ ไม่ต้องตั้งใจฟังมาก พอเราเริ่มฟังออกมันจะเริ่มสนใจเอง และเริ่มสนุกมากขึ้น อัตโนมัติ
5. ถ้าเบื่อก็เปลี่ยนแผ่น เปลี่ยนคน แล้วสักพักก็กลับมาฟังแผ่นเดิม
จะเลือกแผ่นไหนมาฟังดี?
1. เลือกเรื่องที่ชอบเช่น หลักคิด, Leadership, กฎของแรงดึงดูด, ความมั่งคั่ง, ...
2. เลือกแบบ best seller ด้วย ... จะได้คุ้มทั้งเนื้อหา ทั้งภาษา
3. เลือกคนที่พูดชัด ไม่เร็ว(ฟังไม่ทัน) และช้าจนเกินไป (น่าเบื่อ ) ที่แนะนำ เช่น Jim Rohn, Bob Proctor, Dave Rampsey, Brian Tracy (Tony Robbins เอาไว้ทีหลังเลย เพราะพูดเร็วมาก เสียงอู้อี้อีกต่างหาก)
4. เลือกแบบบทสรุป (มีวงเล็บต่อท้ายว่า abridge)… อย่าเอาแบบนั่งอ่านให้ฟังทั้งเล่ม อันนั้นน่าเบื่อมาก อ่านกระทั่งคำนิยม คิดดู
5. ยิ่งเป็นแนวสัมมนา ยิ่งดี สนุก เร้าใจ
-------------------------------
สุดท้ายผมอยากฝากไว้ว่า
ภาษาอังกฤษไม่มีทางลัด
อยากฟังคล่องๆ … ต้องฟังบ่อยๆ
อยากพูดคล่องๆ… ต้องหัดพูดบ่อยๆ
อยากเขียนคล่องๆ … อันนี้ต้องเรียน และเขียนบ่อยๆ
และอย่าลืมนะครับ
ไม่ใช่คิดว่าไว้เก่งภาษาอังกฤษก่อน ค่อยมาฟัง CD พวกนี้
แต่ถ้าคุณอยากเก่งภาษาอังกฤษคุณต้องฟัง CD พวกนี้ แล้วคุณจะได้ทั้งภาษาและหลักคิดพร้อมๆกัน (2 เด้ง!)
Un+ Chirdpong (อั๋น เชิดพงษ์)
-----------------------------------
แนะนำ
2. Entreleadership (ฉบับย่อ 6 ชม.) – Dave Rampsey
http://www.daveramsey.com/store/books/audiobooks/entreleadership-audiobook-on-mp3/prodentreaudiobook.html
4. Unleash the power within (Seminar record) – Tony Robbins
http://www.amazon.com/gp/product/1442352663?ie=UTF8&camp=213733&creative=393177&creativeASIN=1442352663&linkCode=shr&tag=animonan-20
(แผ่นนี้เฉพาะคนที่เริ่มฟังคล่องแล้วนะครับ)
-----------------------------------
ปล. การฟังแบบนี้นอกจากจะช่วยทักษะการฟังแล้ว ... ยังช่วยในการพูดด้วยนะครับ เพราะเมื่อเราฟังบ่อยๆ จนชิน สำเนียงและรูปแบบประโยคจะเข้าไปอยู่ในหัวเราเอง และเราจะพูดออกมาเป็นแบบนั้นอัติโนมัติ (บางครั้งมันออกมาเองทั้งประโยคเลยครับ)
เช่นคำนี้ Philosophy --> สมัยก่อยผมเคยออกเสียงว่า ฟิ-โล-โซ-ฟี่
แต่ถ้าพอฟัง Jim Rohn มา 10 รอบ ได้ยินคำนี้มา 30 ครั้ง เราจะไม่มีทางออกเสียงแบบนั้นอีกเป็นอันขาด เพราะเสียงที่ถูกต้องจะมาก้องอยู่ในหัวเราหมดแล้ว เราจะออกประมาณ เฟอะ-ลอซ-ซะ-ฟี่
ปล. ท่านใดมีวิธีอื่นๆ ดีๆ หรือเคยทำแบบผมแล้วได้ผล/ไม่ได้ผล ... แชร์กันนะครับ

เครดิต:https://www.facebook.com/lifesuccessplus/posts/748436155200242