วันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

10 เคล็ดลับ ถ้าอยากเก่งภาษาอังกฤษต้องอ่าน !!

10 เคล็ดลับ ถ้าอยากเก่งภาษาอังกฤษต้องอ่าน !!


 ภาษาอังกฤษเป็นหนึ่งในภาษาที่ฟังยาก เนื่องจากภาษาอังกฤษจะมีการเชื่อมเสียงระหว่างพยางค์ และมีการกร่อนเสียงในคำที่ไม่มีความสำคัญในประโยค ยิ่งไปกว่านั้น ผู้พูดจะพูดเร็วมากถึงมากที่สุด

          โดยเฉพาะอเมริกันที่พูดราวกับว่าจะทำยังไงก็ได้ให้จบประโยคเร็วที่สุด วันนี้เราจึงมีเคล็ดการฝึกฝนให้น้องๆ ได้ลองนำไปใช้ เชื่อว่า หลายคนถ้าปฎิบัติตามนี้ละก็จะใช้ภาษาอังกฤษได้ไม่แพ้เจ้าของภาษาเลย…10 สุดยอดเคล็ดลับ ทำไงให้เก่งภาษาอังกฤษ

          

          1. เริ่มจากการฟังอะไรที่ง่ายๆ จะได้มีกำลังใจไม่ท้อตั้งแต่แรก ทั้งนี้รวมทั้งที่เป็น slow speed เพราะในระยะแรกเราอาจจะไม่คุ้นเคยกับที่เป็น normal speed ซึ่งการฝึกฟังช้าๆ จะทำไรเราชินกับสำเนียง และสำนวนพูด’

          2. ฟังเรื่องที่เราถูกใจ เพราะจะนำไปสู่ความสุขใจ ใส่ใจ และเข้าใจ มากกว่าฟังเรื่องที่เราไม่ค่อยสนใจหรือต้องทนฟัง

          3. ให้ฝึกฟังเรื่องที่จบภายในเวลาสั้นๆ ในระยะเริ่มต้น ถ้าฝึกฟังเรื่องที่ยาวเกินไปจะทำให้สมองล้ารับไม่ไหว
 
          4. ฟังพร้อมอ่าน หรืออ่านก่อนฟัง หรือฟังแล้วอ่าน จะฝึกแบบไหนก็ตามถนัด การอ่านจะช่วยผ่อนแรงในการสร้างความเข้าใจเรื่องที่ฟัง

          5. ฟังพร้อมดูวีดิโอ การที่สามารถรับสารผ่าน 2 ประสาท คือ ทางหูและทางตา จะช่วยให้เข้าใจง่ายขึ้น ยิ่งถ้ามี subtitle ให้อ่านพร้อมกับชมภาพวีดิโอที่เคลื่อนไหว ยิ่งช่วยให้เข้าใจยิ่งขึ้นไปอีก

          6. ฝึกฟังน้อยๆ แต่ฟังบ่อยๆ ดีกว่าฝึกฟังนานๆ แต่ไม่บ่อย เพราะฉะนั้นการฝึกฟังวันละ 15 นาทีแต่ฟังทุกวันใน 1 สัปดาห์ ย่อมดีกว่าในสัปดาห์หนึ่งฟังนานถึง 2 ชั่วโมง แต่ฟังครั้งเดียว

          7. ลองฟังโดยใช้หูฟัง จะได้ยินสำเนียงชัดขึ้น ช่วยให้ง่ายในการฝึกออกเสียงตาม แต่อย่าเปิดเสียงดังเกินไปนะครับ ฟังนาน ๆ เดี๋ยวจะหูตึง

          8. ฝึกฟังพร้อมพูดตาม การฝึกพูดตามจะช่วยสร้างความมั่นใจว่า เราฟังได้ถูกต้อง เพราะถ้าเราฟังได้ถูกต้องเราก็น่าจะพูดได้ถูกต้องเป็นส่วนใหญ่ การฟังโดยมีภาระที่จะต้องพูดให้ได้ตามที่ฟังจะทำให้เราใส่ใจในการฟังมากขึ้น ไม่ใช่ฟังสักแต่ว่าฟัง

          9. ฟังอย่างตั้งใจ ถ้าเราจะอุทิศเวลาวันละ 20 – 30 นาทีเพื่อการฝึกฟังภาษาอังกฤษ ก็ต้องให้ทั้ง 1 ใจไปพร้อมกับ 2 หู ถ้าให้แต่หูไม่ให้ใจฝึกฟังเท่าไร ๆ ก็มักไม่ค่อยได้ผล

          10. ฟังด้วยความสุข ถึงยังฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง ก็ไม่ได้แปลว่าฟังไม่ได้เรื่อง แม้ในระยะแรกๆ อาจจะรู้สึกว่าท้อ แต่เรียนภาษาอังกฤษไม่มีทางลัด คนที่เอาแต่มองหาทางลัดและไม่ค่อยตั้งใจเดินไปตามทางตรงที่มีให้เดิน จะเดินไปถึงปลายทางได้ช้ากว่าคนที่ตั้งใจเดินไปตรงๆเสียอีก

ขอบคุณเนื้อหาและภาพประกอบจาก mmeschool.com, wegointer.com
http://www.smartsme.tv/breaking_detail.php?id=9722

วันพฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2557

จากภาษาอังกฤษเกรด 1 กัดฟันสู้...จนสอบได้ไปต่างประเทศ

ว้าวว ได้เป็นกระทู้แนะนำ ขอบคุณหลายๆท่านที่เข้ามาแสดงความเห็นและแนะนำลิงค์ดูหนัง ดูซีรีย์ต่างๆ ไว้ฝึกภาษาอังกฤษนะครับ ใครมีข้อแนะนำหรือข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ก็ช่วยๆกันโพสได้นะครับ อยากให้กระทู้นี้เป็นกระทู้สร้างแรงบันดาลใจในการเรียนภาษาอังกฤษด้วยตัวเอง แรงบันดาลใจธรรมดาๆไม่พอครับ ขอให้มีแรงบันดาลใจอันแรงกล้า  เราก็ฝ่าฟันอุปสรรคไปได้
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
มีเพื่อนเขาอยากจะเก่งภาษาอังกฤษ เลยมาปรึกษาว่าจะลงเรียนที่นั้นดีไหม ที่นี้ดีไหม ซึ้งราคาแต่ละที่แพงมากครับ หลายหมื่นเลย ผมเลยให้คำแนะนำเขาไป ซึ่งเพื่อนก็ชอบมากและจะปฎิบัติตาม เขาเองก็บอกว่าอยากให้ผมแชร์ประสบการณ์ฝึกษาภาษาอังกฤษด้วยตัวเอง กับคนอื่นๆบ้าง  เลยมาขอมาแชร์ในพันทิป

   พื่นฐานผมเป็นคนภาษาอังกฤษอ่อนมาก เรียนได้เกรดไม่ 1 ก็ 2 มาตลอด และเป็นวิชาที่เกลียดสุดๆ Verb to be, Verb to do, Tense อะไรพวกนี้ไม่เข้าใจเลยครับ คือคนส่วนใหญ่อาจจะมีปัญหาที่ไม่สามารถเอาไปใช้ได้ แต่เข้าใจและทำข้อสอบได้ แต่ผมมีปัญหาคือ ไม่สามารถทำข้อสอบได้เพราะไม่เข้าใจและไม่สามารถเอาไปใช้งานได้เลย 

1.สร้างแรงบันดาลใจ
   ผมก็เคยคิดจะพัฒนาภาษาอังกฤษ โดยการไปลงเรียนครอสภาษาภาษาอังกฤษ AUA level 1 เลยครับ 555 เรียนๆไปไม่จริงจังอะไร จนวันนึง มีโครงการแลกเปลี่ยนนักเรียนต่างประเทศ ผมสนใจโครงการนี้ และอยากไปประเทศสหรัฐอเมริกา  จากการไปหาข้อมูลพบว่าคนที่จะไปแลกเปลี่ยนที่อเมริกาได้ ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กเก่งๆ พื้นฐานภาษาอังกฤษดีมาก เพราะอเมริกาเป็นประเทศแรกในกลุ่มเด็กนักเรียนแลกเปลี่ยนที่จะเลือกไปการแข่งขันสูง
   กลับมามองตัวเอง เอิ่มมมม กรูเนี้ยะนะจะไปสู้กับเขา มันยากนะครับที่จะไปแข่งกับเทพเจ้าพวกนั้น ขนาด I don't know ผมยังพูดว่า I am don't know เลย แย่ขนาดนี้จะไปสู้อะไร 
  แต่อีกใจนึง มันก็อยากไปนะ สหรัฐอเมริกาเชียวนะ นิวยอร์ก,ไนแองการ่า,ซานฟราน,แกรนด์ แคนยอน,ลาสเวกัส, บอสตัน ฯลฯ นั่งเปิดเน็ตดูรูปประเทศอเมริกา จนผมตัดใจ เอาวะ!!! ลองดู! เริ่มใหม่ ! อเมริกา! ต้องไปให้ได้! อเมริกา!

2.ค้นหาปัญหา
   ปัญหาของผมคือ 
   1.เบื่อการเรียนภาษาอังกฤษ
   2.เกลียดภาษาอังกฤษ
   3.ฟัง พูด อ่าน เขียน ไม่ได้ ไม่ออก ไม่เป็น ทำไรไม่ได้เลย 
   4.ไม่อดทน
     เราเบื่อ เบื่อเพราะอะไร เพราะเรานั่งเรียนให้ห้อง พูดประโยคตามที่อจ.สอน แล้วก็สลับกันพูดกับเพื่อนข้างๆ (ที่อ่อนภาษาเหมือนกัน 555) เบื่อ อจ.ที่มาถึงแจกชีท สอนแกรมม่า   เกลียดอังกฤษ....เกลียดทำไม เพราะมันยากงัย มันเบื่อมันก็เลยเกลียด พอมันเกลียดก็ไม่อยากเรียน ทักษาฟังพูดอ่านเขียน เลยง่อยไปตามๆกัน สุดท้ายก็ไม่อยากจะทนที่จะเรียน ผมจะทนไปทำไมก็มันไม่ชอบนิหว่า

3.เริ่มแก้ที่ละจุด
    เบื่อรูปแบบการเรียนภาษาในห้อง งั้นผมเริ่มใหม่ ผมเริ่มจากการฟังครับ ผมไปเช่าหนังที่ร้าน DVD เรื่องนึงซึ้งตอนนั้นไม่รู้ว่ามันคือเรื่องไร หยิบมั่วๆมาครับ จากนั้นก็เปิดดูตามขั้นตอนดังนี้
   1. sound ภาษาอังกฤษ
   2. no subtitle 
   3. นั่งดู ไปเรื่อยๆ
     จะพบว่า...มันก็เบื่อเหมือนเดิมนั้นละ ดูไม่รู้เรื่อง 5555 และจะทำไปทำไมเนี้ยะ !!! นึกถึงอเมริกาครับ นึกถึงวันที่เราสอบได้ วันที่เราได้ไปอเมริกา
     ถ้าเราเบื่อแบบนี้เราจะไม่ได้ไปอเมริกา คิดแบบนั้นผมก็เลยดูต่อไป ดูๆไปมันก็สนุกดีนะครับ ถึงจะไม่รู้เรื่องสักเท่าไหร่ 
    รอบสอง ผมก็ดูเรื่องเดิม แต่คราวนี้เลือกฉากที่ชอบสัก 10 นาที(ต้องเป็นฉากที่บทพูดเยอะๆนะ)ที่แล้วมานั่งฟัง ฟังแบบตั้งใจ จับความอะไรได้ไหม ตอบเลยว่า ไม่ได้!! แล้วจะทำไปเนี้ยะ เลิกแล้วไปเล่นเกมส์ดีกว่า  นึกถึงอเมริกาครับ นึกถึงวันที่เราสอบได้และได้ไปอเมริกา 
   ผมทำแบบนี้ทุกวัน เดิมๆครับ ดูหนังไปเรื่อยๆเอามันส์ไม่รู้เรื่อง จากนั้นก็เลือกฉากที่ชอบมา 10 นาที มา replay นั่งฟังซ้ำๆสัก 2-3 รอบ ทำแบบนี้ เกือบเดือน เริ่มเห็นผลแล้ว!!!!  ขอบคุณหนังฝรั่งเรื่องแรก ที่ผมทนดูจนจบได้ เพราะเรื่องของคุณสนุกมากครับ และที่สำคัญเนื้อเรื่องหนังเรื่องนี้สร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนหลายๆคนเลย หนังเก่าพอตัวเลยเรื่อง Legally blonde

3.ความสำเร็จขั้นแรก
   หลังจากทำแบบนี้ไปได้สัก 3 อาทิตย์ หมดเงินค่าเช่าหนังไป ประมาณ 400 ( DVD เรื่องละ 30 บาท 20 วันก็ 600 แต่ว่าได้ปั๊มฟรี ได้แถม เจ้าของร้านใจดี) เริ่มคิดได้ เอ่อ..ทำไมเราไม่โหลดเอา หรือดู Youtube เอาก็ได้ประหยัดเงิน ^^
    ความสำเร็จที่ผมรู้สึกได้คือวันนึงผมก็ดูหนังปกติ ตอนนั้นยอมรับว่าเบื่อจริงๆละ มันจะได้ผลไหมนะ ฟังแบบนี้ทุกวัน หลายๆครั้งผมอยากจะปิดหนังแล้วไปทำอย่างอื่นให้รู้แล้วรู้รอดไป แต่ก็นึกถึงอเมริกาครับ นึกถึงวันที่เราสอบได้และได้ไปอเมริกา มันก็จะเกิดความฮึกเหิมให้กลับมาทำ    ผมดูหนังไปเรื่อยๆเริ่มรู้สึกว่าทำไมหนังมันพูดช้าจังเลย ใครที่ดูหนังก็จะรู้ฝรั่งมันพูดเร็วยังกับจรวด ทำไมเรื่องนี้มันพูดช้าลงแฮะ  มาลองตรองดูพบว่า จริงๆแล้วฝรั่งเขาไม่ได้พูดช้าเลยครับ แต่เราชินกับความเร็วในการพูดของฝรั่งแล้ว ผมสามารถจับความในการฟังได้ประมาณ 30 % จากตอนแรก 0 %  
     เลยลองเปลี่ยนไปฟังวิทยุออนไลน์ สถานีของอเมริกาปรากฎว่าเขาพูดช้ากว่าในหนังเยอะเลย ผมสามารถจับความที่ DJ ฝรั่งพูดได้มากกว่า 50% ดีใจมากครับ แสดงว่ามันเริ่มเห็นผลแล้ว!!!!  มีกำลังใจแล้ว ฝึกต่อ นึกถึงอเมริกา นึกถึงวันที่เราสอบได้และได้ไปอเมริกา

4.ดัดจริต
   ขั้นต่อมา ผมก็เริ่ม Advance ขึ้น ฟังอย่างเดียวกลัวเบื่อ คราวนี้เราพูดบ้างดีกว่า พูดของผมในที่นี้คือพูดตามดาราในหนังนั้นละครับ พูดผิดถูกไม่รู้ แต่จะพูด  ออกเสียง s เสียง z เสียง Stress เลียนแบบเขาไปครับ ซึ่งแน่นอนฟังแล้วรู้สึกดัดจริต แต่ทำคนเดียวในห้องไม่มีใครเห็นครับ 555 ดูหนังไปก็พูดตามไปเลียนแบบเขาไป บางทีเขาหัวเราะ เราก็หัวเราะ อย่าได้แคร์เราอยู่คนเดียว นึกถึงอเมริกา นึกถึงวันที่เราสอบได้และได้ไปอเมริกา

5.แกรมม่าใครว่าไม่สำคัญ

   หลังจากฟังได้ 20 วัน ฟัง+พูดได้อีกสัก 20 วัน คราวนี้ผมก็เจอปัญหาใหญ่คือ ผมไม่สามารถเรียบเรียงคำพูดออกมาได้ คือผมสามารถพูดตามฝรั่งในหนังด้วยสำเนียงที่เหมือนเพราะเลียนแบบเขา แต่ผมไม่สามารถพูดตามที่อยากจะพูด เอาละสิ...ทำอย่างไรดี 
  คราวนี้ผมไปเลือกดูหนังสือแกรมม่าครับ ผมคิดว่าการที่เราจะพูดได้อย่างน้อย เราน่าจะรู้โครงสร้างของประโยคที่ถูกต้องเสียก่อน หนังสือแกรมม่ามีหลากหลายมาก ผมเลือกหนังสือแกรมม่าสำหรับใช้งาน เจ้าหนังสือแกรมม่ามันมีทั้งแบบแกรมม่าไว้สอบ คือมันจะซับซ้อน ยากไป!! ผมก็เอาแกรมม่าสำหรับใช้งานในชีวิตประจำวัน ไปนั่งเลือกเอาที่ถูกใจเลยครับ ใช้เวลาไปเกือบวัน ได้มา 2-3 เล่ม 
   จากนั้นผมก็ค่อยๆอ่าน ค่อยๆศึกษามันทีละหัวข้อและพยายามเอามาประยุกต์ใช้    หัวข้อ tense ทั้ง 12  tense ผมจำได้หมด (ณ ตอนนั้น) ว่าโครงสร้างเป็นอย่างไร แต่เอาใช้ในชีวิตประจำวันจริงๆแล้ว ใช้ไม่กี่ tense เอง 
   สรุปคือทุกเช่น ผมจะต้องดูหนังฝรั่งวันละ 1-1.30 ชม พร้อมเลียนแบบเสียง จากนั้นก็นั่งศึกษาแกรมม่าประมาณ ครึ่ง- 1 ชม. จากนั้นก็ฝึกพูดคนเดียวหน้ากระจก  เหมือนคนบ้าฮะ แต่นึกถึงอเมริกา นึกถึงวันที่เราสอบได้ และได้ไปอเมริกา

6.เริ่มฝึกอ่าน
    สำหรับการอ่าน ก็เริ่มจากอ่านในเนตครับ เวปข่าวต่างประเทศ แน่นอนครับว่ามันยากกกกก.....ใครมันจะไปอ่านได้ ผมก็เลยเปลี่ยนมาอ่านหนังสือพวก nation junior (ไม่ทราบว่าตอนนี้มีขายอยู่ไหม)  ยากมาหน่อยก็พวก reader's digest ศัพย์ไม่รู้เปิด dictionary เลยครับ พยายามอ่านที่เป็นหนังสือนะครับ อย่าอ่านออนไลน์ เพราะอ่านในหนังสือศัพย์ตัวไหนเราไม่ทราบเราก็สามารถเปิดหาและจดมันลงไป ช่วยให้เราจำศัพย์ได้ดียิ่งขึ้น 
   เนื่องจากผมศึกษา grammar มาระดับนึงแล้ว การอ่านมันเลยง่ายขึ้นเยอะครับ ประโยคยาวๆๆๆ แยกได้ ส่วนไหนประธาน กริยา กรรม ส่วนไหนขยาย ส่วนไหนคือคำหลัก ผมคิดว่าถ้าเราเข้าใจ grammar สามารถใช้มันอย่างได้ถูกต้อง มันจะช่วยเราได้ดีเลยครับในเรื่องการอ่าน ฝึกอ่านไปเรื่อยๆ วันละ 1-2 หน้า จนนานเข้าเราก็สามารถอ่าน Bangkok post ได้ สำหรับการอ่านนี้อาจจะต้องใช้เวลานานหน่อย 

7.การเขียน
    อันนี้เป็นจุดสำคัญเลยครับ เป็นทักษะที่ผมคิดว่าค่อยข้างยาก และผมอาจจะต้องสอบเขียนเรียงความด้วย  ซึ่งเหนื่อยเลยไม่รู้จะทำอย่างไรดี อีกไม่นานก็จะต้องสอบแล้ว ผมก็เลยดูรูปแบบเรียงความหาได้ใน internet จำๆรูปแบบไปครับ 5555 ไม่ดีเลยนะครับ ผมอยากจะแนะนำว่า ถ้าอยากจะเขียนได้ดีๆ ควรจะมีคนคอยตรวจ คอยแก้ไขให้นะครับ ทักษะนี้ควรจะมีผู้ชี้แนะ ควรจะไปลงเรียนนะครับ ซึ่งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสลงเรียน Academic writing ที่ มหาวิทยาลัยจัดอบรม มันช่วยให้ผมเข้าใจการเขียนได้ดีมากยิ่งขึ้น 

   โอเค....ย้อนกลับมา    หลังจากฝึก ฟัง พูด อ่านได้สัก 3 เดือน ผมอยากจะหาใครสักคนสนทนาภาษาอังกฤษด้วย พูดกับตัวเองนานแล้ว ผมเลยไปลงเรียนภาษาอังกฤษ AUA  ตอนแรกผมเรียนที่นั้น level 1 กับ 2 สามารถไปต่อ 3 ได้เลยแต่ผมขอสอบใหม่ อยากลองวัดระดับตัวเองด้วย ปรากฎว่าสอบได้ Level 13 จาก 15 level  แต่สุดท้ายผมก็ไม่ได้ลงเรียนหรอกครับ เพราะเสียดายเงิน มาฝึกหน้ากระจกต่อ

    ในที่สุด ก็ถึงวันสอบไปอเมริกา ความตั้งใจก็เป็นจริงครับ ผมสอบผ่านด้วยคะแนนที่สูงพอสมควร ดีใจมากๆ วันสัมภาษณ์ผมฟังคนสัมภาษณ์ออกหมดเลยครับว่าเขาพูดอะไร  เขาบอกว่าภาษาอังกฤษผมดีอยู่แล้วทำไมอยากไปอเมริกา ไม่ไปประเทศอื่นที่ใช้ภาษาที่ สามเหรอ ฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี  ผมบอกว่าไม่ครับ ที่ผมตั้งใจฝึกภาษาอังกฤษเพราะตั้งใจจะไปอเมริกาครับ ดังนั้นผมไม่คิดจะเปลี่ยนใจแน่นอน
   
      เนื่องจากฝึกด้วยตัวเองจนพื้นฐานเราดีพอสมควร ไปถึงอเมริกา ผมสามารถต่อยอดได้สบาย แรกๆมีติดๆขัดๆบ้าง เพราะเราอยู่แต่เมืองไทย สังคมที่พูดภาษาไทย ก็เลยเจอรับน้องตั้งแต่สนามบิน คือผมฟังเจ้าหน้าที่สนามบินที่นั้นไม่ออกครับ  ความมั่นใจหายแวบบไปเลย แต่พออยู่ๆไปก็สามารถปรับตัวได้ครับ
     นี้ละครับประสบการณ์ ฝึกภาษาอังกฤษของผม สรุปคือ ผมเริ่มจากการฟังโดยดูหนังฝรั่งเลียนแบบเสียง ฝึกพูดกับตัวเอง ฝึกแกรมม่า จากนั้นก็อ่าน ส่วนเขียนมาเรียนเพิ่มเติมทีหลัง ถ้าคุณสังเกตุจะเห็นว่าผมใช้ประโยคซ้ำๆประโยคนึงคือ นึกถึงอเมริกา ผมจะสื่อว่า แรงบันดาลใจอันแรงกล้า คือสิ่งที่สำคัญมาก ควรสร้างแรงบันดาลใจอันแรงกล้าให้ตัวเอง ฉันอยากเก่งภาษาอังกฤษเพื่ออะไร  ถ้าแค่เพื่อได้งานดีๆอันนี้มันไม่แรงพอ  
   แต่ถ้าเป็นฉันจะเก่งภาษาเพื่อจะเป็นแอร์โฮมเตทอันนี้แรงพอ มีแรงบันดาลใจแล้วก็นึกภาพตัวเองเป็นแอร์ ทำงานบนเครื่องบิน พูดภาษาอังกฤษกับผู้โดยสาร สร้างภาพในหัว และลงมือทำ....เชื่อไหมว่ามันจะทำได้ดีมาก  ลองหาหนังเรื่อง View from the top มาดูนะครับ หนังเรื่องนี้ก็สร้างแรงบันดาลใจได้ดีเลยทีเดียว
http://pantip.com/topic/31114028

วันศุกร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2557

วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ไม่เก่งภาษาอังกฤษทำยังไง?”

ไม่เก่งภาษาอังกฤษทำยังไง?”
หลังจากที่ผมแชร์ และพูดเสมอๆ ว่า อยากให้เพื่อนๆ อ่านและฟังหนังสือ “How to” เป็นภาษาอังกฤษ
รวมทั้งผมได้เคยโพสวิธีที่ผมฝึกแล้วได้ผล มาแล้ว
แต่ก็ยังมีเพื่อนๆ ถามอยู่ว่า…
ตอนนี้ฉันไม่เก่งภาษาอังกฤษเลย อ่านแทบไม่ได้ ฟังแทบไม่ออก
แล้ววิธีที่คุณอั๋นแนะนำ จะใช้ได้หรอ???
.
.
เมื่อฟังแบบนี้ ผมรู้แล้วว่าผมพลาดตรงไหน
ผมบอกแค่วิธีการไป … แต่ลืมเล่าอะไรบางอย่าง …
ทำให้เพื่อนๆ ยังไม่ “เชื่อ” ว่าเพื่อนๆ ทำได้
วันนี้ผมจะเล่าตัวอย่างของผมเองให้ฟัง
เพื่อนๆ จะได้เห็นว่า ภาษาอังกฤษที่เคย ”ไม่ได้เรื่อง!!!” อย่างผม ยังทำได้ เพื่อนๆ ก็ต้องทำได้เช่นกัน
----------
“State 1: ภาษาอังกฤษกับผม คนละโลก!”
สมัย entrance เชื่อไหม ภาษาอังกฤษผม “มั่ว” หมดเลย
ไม่รู้เลยว่าที่ทำสอบไป ถูกหรือ ผิด
คะแนนออกมาได้ 35 เต็ม 100 (สมัยนั้นเอาแค่ผ่านขั้นต่ำ 30 ไม่นับเป็นคะแนนสอบรวม)
ย้ำนะครับ มั่ว ล้วนๆ!!!
(จำได้ครังนึง สมัยเรียนอยู่ โรงเรียน มีข้อสอบ “เขียน” ผมเขียนคำว่า “I can’t write english” ตัวโตๆ แล้วส่งคำตอบทั้งๆ แบบนั้น)
พออยู่ ป.ตรี
ภาษาอังกฤษ ผมก็ยังคงสอบแบบมั่วๆ อยู่วันยังค่ำ
เกรดภาษาอังกฤษได้อยู่ในระดับ D+, C … อยู่ประมาณนี้
คิดเสมอๆ ว่า “ภาษาอังกฤษกับฉัน มันต้องอยู่คนละโลกกัน”
-------------
“State 2: จุดเปลี่ยน”
จุดเปลี่ยนของผมคือ ตอน ปี 4
เพื่อนผมคนนึง...บอกเลยชื่อ “โบ”
ภาษาอังกฤษจากเค้าที่เคยแย่กว่าผม 1 ระดับเสมอๆ (ผมได้ D+ เค้าได้ D)
ตอนปี 4 เค้า พูดอังกฤษ คร่องปรื๋อออออ…..
“เห้ย… ทำได้งัยฟร่ะ!!!”
มิหนำซ้ำ … TOEFL ไปสอบมาแล้วได้ เกิน 550 อีก (โอ้วว แม่เจ้า!!!)
แต่เธอไม่พอใจ เธอจะเอา 600 … (Passion เธออยากไปเรียนต่อ ต่างประเทศ U Top ten)
พระเจ้า! จาก Eng เกรด D แปปเดียว TOFEL 550 … (CUTEP ผมยังได้แค่ 350 -400 เองมั้ง)
สิ่งที่เห็นจากเธอ คือ
มีสมุด หรือหนังสือภาษาอังกฤษ 1 เล่มเสมอ … กินข้าวเสร็จ รอเพื่อน ระหว่างรออาจารย์ … เธอจะหยิบมาอ่านเสมอ!
ที่สำคัญ วันนึงได้นั่งรถที่เธอขับ เห้ยยย… เธอฟังข่าวภาษาอังกฤษ ในรถ!!!
ผมถาม … ฟังรู้เรื่องเหรอ?
เธอบอก “แรกๆ ไม่รู้เรื่องเลย… ถัดมาต้องตั้งใจฟังถึงจะพอรู้เรื่อง… หลังๆ ไม่ต้องตั้งใจฟังก็รู้เรื่อง”
เห้ย! ไม่จร๊งงงง เป็นไปไม่ได้!!!!
คุยไปคุยมา เจอความจริงบางอย่างอีก….
เธอถอดปลั๊กทีวีช่องภาษาไทยออก (เธอบอกทีวีที่บ้านเป็นปลั๊ก ถอดทีละช่องได้ - ผมไม่เคยเห็นว่าเป็นยังไงเหมือนกัน)
“ฟังแต่ภาษาอังกฤษเท่านั้น!!!” … พระเจ้า
ผมถาม ไม่เครียดเหรอ…
เธอบอก แรกๆ ก็เครียด… หลังๆ “พอยิ่งฟัง ยิ่งอ่าน มันยิ่งรู้เรื่อง แล้วยิ่งมันส์ ยิ่งอยากฟังเพิ่มอีก”
--------
“State 3: ความเชื่อเก่าๆ พังทลาย”
ถึงตรงนี้ ความเชื่อเก่าๆ ผมพังทลายจนหมดสิ้น!
“เห้ย… ไอ้คนที่มันอ่อน ภาษามากกว่าผม มันใช้เวลาปีเดียว… มันเก่งขนาดนี้
แล้วผมเป็นใคร ฉลาดกว่า เกรดเฉลี่ยรวมก็มากกว่า… แล้วทำไมจะทำมั่งไม่ได้ฟร่ะ!!!”
ถามเลย แนะนำมาด่วน เรียนที่ไหน
เธอบอก Fast English กับ อ. สงวน … แต่แนะนำ Fast English ….
OK อีกวันสมัครทันที! …
และทั้งๆ ที่ สมัยก่อนก็เรียนภาษาอังกฤษมาก็หลายที่ … แต่ไม่เคยเข้าหัว
แต่มาเรียนที่นี่ Fast English …
โอโห… เปิดโลกภาษาอังกฤษเลยครับท่าน!
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะที่นี่สอนดีจริง! ตีกรอบและวาง scope ของภาษาอังกฤษชัดเจนไม่แบบเรียนไปเรื่อยๆ
แต่สิ่งที่สำคัญที่ทำให้ผมเรียนรู้เรื่อง
นั่นคือ “ความเชื่อที่ว่าภาษาอังกฤษกับผมมันคนละโลก มันได้พังทลายสลายไปจนหมดสิ้น”
เพราะถ้าผมยังเชื่อแบบเดิมๆ อยู่ … ผมก็คงไม่ลงทะเบียนเรียน แน่นอน!
.
.
แม้ไม่พัฒนาเร็วเท่า โบ เพื่อนของผม เพราะผมไม่ได้ฝึกหนักแบบ Exclusive ขนาดเธอ
แต่ภาษาผมก็เริ่มพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ อย่างเห็นได้ชัด
จากที่มั่วๆ ไม่รู้เรื่องอะไรเลย … กลายเป็นคนช่วยเพื่อนตรวจ ช่วยแก้คำพูดใน วิทยานิพนธ์ปริญญาโท (เพราะต้องเขียนเป็นภาษาอังกฤษ)
และผมมาพัฒนาเร็วสุดๆ เมื่อผม เริ่มหันมาฟัง Audio book และอ่านหนังสือ How to เป็นภาษาอังกฤษ….
แล้วผมก็ค้นพบว่า… ประโยคนี้ที่ โบ พูด …
“แรกๆ ไม่รู้เรื่องเลย… ถัดมาต้องตั้งใจฟังถึงจะพอรู้เรื่อง… หลังๆ ไม่ต้องตั้งใจฟังก็รู้เรื่อง”
เห้ย… มันคือเรื่องจริง!!!
และผมก็มาถึงทุกวันนี้ …. ที่ยังพัฒนาต่อได้อีกเรื่อยๆ เพราะ ยังฟังอยู่ทุกวัน และอ่าน How to ภาษาอังกฤษ อยู่ทุกวัน
------------
สรุป
ผมเคยอยู่ในสถานะแบบเพื่อนๆ มาก่อน … ห่วยกว่าด้วยซ้ำ
ผมยังมีวันนี้ได้…
สำคัญที่สุดคือ เริ่มด้วยการ “เปลี่ยนความเชื่อก่อน!”
ลบไปซะ คำว่าทำไม่ได้ หรือ ภาษาอังกฤษมัน ยาก ไม่เป็นความจริง!!!!
พอเราเชื่อว่าเราทำได้ … สมองมันจะ เดินหน้าหาทางฝึกของมันเอง…
จะฝึกแบบไหนก็ได้ แล้วแต่เลย เอาให้รู้สึกว่าเราดีขึ้นๆ ทุกๆ วัน….
แต่ถ้าใครยังไม่มี ผมก็มีสูตรที่ผมใช้แล้วได้ผลดีที่สุด โพสไว้ให้แล้ว… (เดี๋ยวผมจะเอามาปักหมุดไว้อันบนสุด เพื่อนๆ จะได้หาง่ายๆ)
.
สุดท้าย ย้ำอีกที!…หลังจากเปลี่ยนความเชื่อแล้ว
"เราต้องเริ่มฝึก อ่าน ฟัง และพูด ภาษาอังกฤษ… แล้วเราจะเก่งขึ้นๆ เรื่อยๆ"
มันไม่มีนะครับ ยิ่งฟัง ยิ่งอ่าน ยิ่งฉลาดน้อยลง
ถ้ารอให้เก่งก่อน แล้วค่อยกลับมาอ่านมาฟัง หนังสือที่เราชอบเป็นภาษาอังกฤษ
แบบนั้นแล้วเราจะไปเก่งภาษาอังกฤษมาจากไหนล่ะครับ!
หยิบขึ้นมาเลยครับ หนังสือหรือ audio CD ภาษาอังกฤษที่เราชอบ แล้วฟังแล้วอ่านมันตั้งแต่ตอนนนี้เลย…
"มันจะสนุกขึ้นเรื่อยๆ เพราะว่าเราเริ่มรู้เรื่องขึ้นเรื่อยๆ ทุกๆ วัน"
แล้วเราจะรู้สึกได้รับสารโดยตรงจากผู้แต่ง โดยไม่ผ่านคนกลางคือคนแปล… มันจะ “ฟิน” สุดๆ
แล้วคุณจะรู้ว่า... “ภาษาอังกฤษ” มัน "ไม่ได้ยาก" อย่างที่เราเคยคิด
ใครที่ได้ภาษาแล้ว... เห็นด้วยกับผมไหมครับ? ช่วยสนับสนุนเป็นกำลังใจให้เพื่อนๆ ที่กำลังฝึกหน่อยนะครับ!
สู้ๆ ครับ!
Un+ Chirdpong (อั๋น เชิดพงษ์)
---------------------
ปล. การเริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนความเชื่อ ใช้ได้ผลกับทุกทักษะใหม่ๆ ไม่ใช่เฉพาะถาษาอังกฤษเท่านั้น อันนี้เป็นหลักสากลของโลก
ปล. ถ้าสนใจ วันหลังผมจะมาเล่าให้ฟังอีกว่า ทำไมผมถึงพยายามแนะนำอยู่เสมอๆ ว่าอยากให้อ่าน How to ที่เป็น ภาษาอังกฤษ ไม่ใช่แค่เพื่อฝึกภาษาอังกฤษเท่านั้น… แต่ยังได้ความลึกซึ้งของเนื้้อหา และอีกหลายๆ อย่าง … ถ้าสนใจ ไว้จะมาแชร์นะครับ ... จะได่อยากอ่านกันมากขึ้นไปอีก ^^
ปล. วันนี้โพสซะยาว … ขอบคุณที่อ่านจนจบนะครับ ^^
ปล. โพสเก่าที่ผมเคยบอกสูตรที่ผมฝึกแล้วได้ผลที่สุด อ่านได้จาก link นี้นะครับhttps://www.facebook.com/lifesuccessplus/posts/748436155200242

ผมฝึกภาษาอังกฤษอย่างไร ?

ผมฝึกภาษาอังกฤษอย่างไร ?
มีเพื่อนๆเขียนมาถามผมว่า อยากอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ อยากดู DVD ภาษาอังกฤษบ้าง ทำไงดี? ผมฝึกยังไงให้ดูและฟังรู้เรื่อง
วันนี้ผมจะมาบอกวิธีกัน
ออกตัวก่อน … ผมไม่ได้เก่งภาษาอังกฤษแบบเชี่ยวชาญพูดเหมือนเจ้าของภาษา ผมแค่ฟัง VCD/ DVD พวกนี้ออกเกือบทั้งหมดโดยไม่ต้องมี script (แต่บางแผ่นอาจต้องฟังหลายรอบ), ประชุมกับเจ้าของภาษาได้, และสามารถ present งานเป็น ภาษาอังกฤษและไทยแบบสลับกันไป-มาได้
ทั้งๆที่ถ้าย้อนกลับไปก่อนหน้าประมาณ 4 ปีก่อน ผมทำแบบนี้ไม่ได้เลย (หรือได้แบบงูๆ ปลาๆ)
ผมฝึกมาแล้วหลายวิธี แต่วิธีที่ทำให้ภาษาผมพัฒนาเร็วที่สุดที่ผมจะแนะนำวันนี้ คือ
“ฟัง Audio CD (หนังสือเสียง)”
ซึ่ง CD ที่จะเหมาะสำหรับการฝึก คือ CD เกี่ยวกับ “วิธีคิด หรือ จิตวิทยาความสำเร็จ”
ทำไม? เพราะ
1. ภาษาที่ใช้เป็นภาษามาตรฐาน ค่อนไปทางระดับสูงนิดๆ เป็นภาษาที่เค้าใช้ในการสื่อสารจริงไม่ใช่ศัพท์แสลงที่ใช้กันแต่เฉพาะวัยรุ่น หรือเฉพาะกลุ่ม
2. สำเนียงชัด พูดชัด เพราะพูดให้คนฟังทั่วโลก
3. เนื้อหาไม่น่าเบื่อ ไม่ใช่บทสนทนาแบบหนังสือเรียน
4. เนื้อหาที่เป็นหลักคิด ยิ่งฟังจะยิ่งเข้าใจลึกซึ้ง และยิ่งฟังจะยิ่งสนุก (แปลกมาก แต่เรื่องจริง) เพราะฉะนั้นการฟังซ้ำ 20-50 รอบ จึงเป็นเรื่องสนุก ซึ่งจะแตกต่างจากฝึกจากดูหนังเพราะหนังดูอย่างมาก 3 รอบ ก็ไม่อยากดูแล้ว
5. ใครที่บอกไม่มีเวลา …. นี่แหละเหมาะเลย เวลาในรถเกือบทุกคนต้องมี อย่างต่ำๆ ก็วันละ 1 ชม.
ฟังยังไงถึงจะดี?
1. ฟังทุกเวลาที่ฟังได้ เช่น ในรถ (เป็นหลัก) เวลาออกกำลังกาย ทำกับข้าว กินข้าว ตอนตื่นนอน (แบบยังงัวเงียๆ ก็ฟังเลย) อาบน้ำ ... สรุป เอาทุกเวลาที่ฟังได้
2. ฟังซ้ำบ่อยๆ 1 แผ่น 20 รอบขึ้นไป! (ยิ่งเยอะ ยิ่งดี) - ในรถ 1 วันก็ได้ 1-2 รอบแล้ว อาทิตย์เดียวก็ฟังครบแล้ว 20 รอบ!
3. อย่าเครียดเพราะไม่รู้เรื่อง ฟังไปเรื่อยๆ พอฟังเกิน 20 รอบ รู้เรื่องเกิน 80% ผมรับประกัน
4. ฟังแบบสบายๆ ไม่ต้องตั้งใจฟังมาก พอเราเริ่มฟังออกมันจะเริ่มสนใจเอง และเริ่มสนุกมากขึ้น อัตโนมัติ
5. ถ้าเบื่อก็เปลี่ยนแผ่น เปลี่ยนคน แล้วสักพักก็กลับมาฟังแผ่นเดิม
จะเลือกแผ่นไหนมาฟังดี?
1. เลือกเรื่องที่ชอบเช่น หลักคิด, Leadership, กฎของแรงดึงดูด, ความมั่งคั่ง, ...
2. เลือกแบบ best seller ด้วย ... จะได้คุ้มทั้งเนื้อหา ทั้งภาษา
3. เลือกคนที่พูดชัด ไม่เร็ว(ฟังไม่ทัน) และช้าจนเกินไป (น่าเบื่อ ) ที่แนะนำ เช่น Jim Rohn, Bob Proctor, Dave Rampsey, Brian Tracy (Tony Robbins เอาไว้ทีหลังเลย เพราะพูดเร็วมาก เสียงอู้อี้อีกต่างหาก)
4. เลือกแบบบทสรุป (มีวงเล็บต่อท้ายว่า abridge)… อย่าเอาแบบนั่งอ่านให้ฟังทั้งเล่ม อันนั้นน่าเบื่อมาก อ่านกระทั่งคำนิยม คิดดู
5. ยิ่งเป็นแนวสัมมนา ยิ่งดี สนุก เร้าใจ
-------------------------------
สุดท้ายผมอยากฝากไว้ว่า
ภาษาอังกฤษไม่มีทางลัด
อยากฟังคล่องๆ … ต้องฟังบ่อยๆ
อยากพูดคล่องๆ… ต้องหัดพูดบ่อยๆ
อยากเขียนคล่องๆ … อันนี้ต้องเรียน และเขียนบ่อยๆ
และอย่าลืมนะครับ
ไม่ใช่คิดว่าไว้เก่งภาษาอังกฤษก่อน ค่อยมาฟัง CD พวกนี้
แต่ถ้าคุณอยากเก่งภาษาอังกฤษคุณต้องฟัง CD พวกนี้ แล้วคุณจะได้ทั้งภาษาและหลักคิดพร้อมๆกัน (2 เด้ง!)
Un+ Chirdpong (อั๋น เชิดพงษ์)
-----------------------------------
แนะนำ
2. Entreleadership (ฉบับย่อ 6 ชม.) – Dave Rampsey
http://www.daveramsey.com/store/books/audiobooks/entreleadership-audiobook-on-mp3/prodentreaudiobook.html
4. Unleash the power within (Seminar record) – Tony Robbins
http://www.amazon.com/gp/product/1442352663?ie=UTF8&camp=213733&creative=393177&creativeASIN=1442352663&linkCode=shr&tag=animonan-20
(แผ่นนี้เฉพาะคนที่เริ่มฟังคล่องแล้วนะครับ)
-----------------------------------
ปล. การฟังแบบนี้นอกจากจะช่วยทักษะการฟังแล้ว ... ยังช่วยในการพูดด้วยนะครับ เพราะเมื่อเราฟังบ่อยๆ จนชิน สำเนียงและรูปแบบประโยคจะเข้าไปอยู่ในหัวเราเอง และเราจะพูดออกมาเป็นแบบนั้นอัติโนมัติ (บางครั้งมันออกมาเองทั้งประโยคเลยครับ)
เช่นคำนี้ Philosophy --> สมัยก่อยผมเคยออกเสียงว่า ฟิ-โล-โซ-ฟี่
แต่ถ้าพอฟัง Jim Rohn มา 10 รอบ ได้ยินคำนี้มา 30 ครั้ง เราจะไม่มีทางออกเสียงแบบนั้นอีกเป็นอันขาด เพราะเสียงที่ถูกต้องจะมาก้องอยู่ในหัวเราหมดแล้ว เราจะออกประมาณ เฟอะ-ลอซ-ซะ-ฟี่
ปล. ท่านใดมีวิธีอื่นๆ ดีๆ หรือเคยทำแบบผมแล้วได้ผล/ไม่ได้ผล ... แชร์กันนะครับ

เครดิต:https://www.facebook.com/lifesuccessplus/posts/748436155200242

วันพุธที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

วิธีจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษแบบไม่มีวันลืม!!

http://www.dek-d.com/board/view/3353112/

วิธีจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษแบบไม่มีวันลืม!!


หลายคนคงเคยได้ยินคำพูดที่ว่า "อยากเก่งภาษาอังกฤษก็ท่องศัพท์เยอะๆสิ"
ซึ่งหลายคนก็ได้นำมาใช้ แต่ก็ยังมีคนบอกว่าไม่เห็นจะเก่งขึ้นเลย
เทคนิคนี้อาจจะฟังดูง่ายๆครับ
แต่ถ้าเรานำไปใช้แบบไม่มีกระบวนการเนี่ย
มันก็ไม่ค่อยเกิดประโยชน์หรอกครับ
วันนี้ผมเลยจะมาอธิบายวิธีการนำเคล็ดลับนี้ไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพครับ
และแน่นอนครับ ผมจะอธิบายอย่างละเอียด เพื่อๆเพื่อนจะได้นำไปใช้อย่างถูกต้องครับ

อันดับแรกเรามาดูอุปกรณ์ที่เราต้องเตรียมในการ ท่องคำศัพท์ ครับ
ก็มี สมุด 1 เล่ม ดินสอ(หรือปากกา) 1 แท่ง หูฟังหรือลำโพงไว้ฟังการออกเสียงที่ถูกต้องนะครับ (หากอยู่คนเดียวก็เปิดลำโพงเต็มที่เลยครับ หากอยู่กับเพื่อนก็อาจจะไส่หูฟังนิดนึง) โทรศัพท์หรืออะไรก็ได้ที่อัดเสียงได้
และนี้คือเว็ปตัวช่วยของเราครับ

http://www.oxfordlearnersdictionaries.com/wordlist/english/oxford3000/
และแน่นอนเว็ปที่ขาดไม่ได้
https://translate.google.co.th/ ซึ่งเว็ปนี้เวลาเราจะใช้ ให้แปลที่ละคำนะครับ อย่ายกมาวางทั้งประโยค เพราะกูเกิ้ลแปลประโยคได้มั่วมากๆครับ

ที่นี้มาถึงคำถามที่หลายคนอาจเคยถาม
เริ่มท่องศัพท์ตั้งแต่คำไหนดี?
ซึ่งมีหลายคนที่ไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไง จะท่องคำไหน
ผมขอแนะนำให้ทุุกคนรู้จักกับ
'Oxford 3000 key words' ครับ (ตามลิ้งที่ผมให้ไป)
คือ คำศัพย์ 3000 คำที่ใช้บ่อยที่สุดในภาษาอังกฤษ หรือพูดง่ายๆก็คือคำศัพท์ 70% ที่ใช้อยู่ทุกคนวันก็มาจาก 3000 คำนี้และครับ
หลายคนอาจบอกว่า 'เยอะจังตั้ง 3000 แหน่ะ'
เยอะ แต่ทุกคำเราได้ใช้แน่นอนครับ สู้ไว้ครับ

เรามาเริ่มกันเลยครับ
อันดับแรกเข้าไปที่ ลิ้งค์แรกที่ผมให้
เลื่อนมาข้างล่างสักนิดนึง เราจะเจอคำศัพท์เรียงกันยาวตามลำดับตัวอักษร(A-Z)ครับ
ไม่ต้องกดเข้าไปนะครับ เพราะเราสนใจแค่คำศัพท์และวิธีออกเสียงพอ ถ้ากดเข้าไปเขาจะอธิบายความหมายไว้ในภาษาอังกฤษ หรือพูดง่ายๆคือแปลอังกฤษเป็นอังกฤษอีกทีครับ
แต่ถ้าใครจะเข้าไปดูก็ไม่เป็นไรนะครับ
ที่นี้วิธีท่องคำศัพท์ของเราก็คือ ท่องอักษรละ 2 คำต่อวันครับ
เอ๊ะ หลายคนอาจจะงง อักษรละ 2 คำต่อวันยังไงหว่า
ก็คือวันนี้ให้เราท่องคำศัพท์ให้หมวด A-Z อย่างละสองคำ
ก็จะตกอยู่วันละ 52 คำครับ
อาจจะฟังดูเยอะนะ วันละตั้ง 52 ครับ แต่จริงผมว่ามันก็ไม่เยอะเท่าไหร่นะ
แบ่งเวลาท่องออกเป็น 3 ช่วง
เช้าท่อง 15 คำ
เที่ยง 15 คำ
เย็น 15 คำ
ที่เหลือก่อนนอน
ถ้าใครฝืนตัวเองให้ทำจนเป็นนิสัยได้นะ ผมบอกเลยว่าคุณจะพัฒนาเยอะมากครับ
แต่ถ้าใครไม่ไหวจริงๆก็ให้ลดมาเหลือ อักษรละ 1 คำต่อวันก็ได้ครับ
แล้วให้เราจดคำศัพท์ที่เราท่องแต่ละวันลงในสมุดนะครับ
จดแค่ภาษาอังกฤษนะครับ คำแปลภาษาไทยไม่ต้องจด
ก็อย่างที่เคยอธิบายไปในบทความที่แล้วครับ (ลองไปหาอ่านดูตอนที่ 1)
การที่เราไม่จดภาษาไทยไปเนี่ย จะเหมือนเป็นการบังคับให้เราใช้สมองเพื่อจดจำ และเมื่อผ่านไป 2-3 วัน เรากลับมาอ่านจะได้ให้สมองใช้เวลานึกคำศัพท์ที่เราแปลความหมายไม่ได้ วิธีนี้แหละครับจะทำให้เราจำศัพท์ได้เร็วมาก
แล้วไม่ใช้แค่จดอย่างเดียวนะครับ ให้ฟังด้วย
จะเห็นว่ามีปุ่มให้กดอยู่ 2 ปุ่ม สีน้ำเงิน กับสีแดง
ปุ่ม 2 ปุ่มนี้คือเสียงเจ้าของภาษาพูดคำศัพท์ครับ
สีน้ำเงิน คือ สำเนียงอังกฤษ (ฺBritish English)
สีแดง คือ สำเนียงอเมริกัน (American English)
ให้เราเลือกฝึกพูดตาม 1 สำเนียงนะครับ ตาามใจชอบเลย
ให้ลองอัดเสียงดูว่า เวลาเราพูดตามสำเนียงไหน เสียงเราฟังดูเหมือนมากกว่า หากเสียงเราไปทางสำเนียงอังกฤษ ก็ให้ฝึกพูดตามสำเนียงอังกฤษนะครับ แต่ถ้าไปอีกสำเนียงก็ฝึกตามสำเนียงนั้น
ต้องฝึกพูดตามและฟังให้ออกด้วยนะครับ เพื่อครั้งหน้าเราได้ยินหรือได้ใช้ จะได้รู้ว่าต้องออกเสียงยังไงให้ฝรั่งเข้าใจ
อ่อ อย่าลืมแปลความหมายคำศัพท์ด้วยนะครับ ไม่ใช่ว่าพูดได้สำเนียงเป๊ะ แต่ไม่รู้ความหมายก็ไม่ไหวนะครับ :DD

สรุปนะครับ
1.ท่องคำศัพท์อักษรละ 2 คำหรือ 1 คำ ต่อวัน
2.จดแค่ภาษาอังกฤษ
3.บันทึกเสียงตัวเองแล้วฟัง
4.เลียนแบบเสียงให้เหมือนเจ้าของภาษาที่สุด

นี่แหละครับแค่นี้เราก็มีวิธีการท่องคำศัพท์แบบมีประสิทธิภาพแล้ว
แล้วผมบอกได้เลยว่า ได้ใช้ทุกคำแน่นอนครับ
เพราะ คำศัพท์3000นี้ คือคำที่ใช้บ่อยที่สุดคำ
มีทางลัดขนาดนี้แล้ว
อย่าท้อนะครับ
อย่าลืมแชร์ไปให้เพื่อนๆด้วยละ
จะได้เก่งกันเยอะๆ
สุดท้ายก็เหมือนเดิมครับ
สู้ต่อไป

วันเสาร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

คือผมนั้นอยากจะฝึกภาษาอังกฤษจากการดูหนัง ผมเลยเข้าไปหาในกระทู้พันทิบ เเล้วเจอกระทู้หนึ่ง

http://www.dek-d.com/board/view/3160640/  
http://www.dek-d.com/board/view/3160640/

คือผมนั้นอยากจะฝึกภาษาอังกฤษจากการดูหนัง ผมเลยเข้าไปหาในกระทู้พันทิบ เเล้วเจอกระทู้หนึ่ง >>>http://pantip.com/topic/31114028<<< เขาบอกว่าเขาไม่รู้อังกฤษเลยไม่สามารถทำข้อสอบได้ไม่เข้าใจและไม่สามารถเอาไปใช้งานได้เลย เขาจึงฝึกอังกฤษจากการดูหนัง เขาดูหนังโดย sound ภาษาอังกฤษ เเละ no subtitle เขาดูไปเรื่อยๆ จนเขาสามารถฟังภาษาอังกฤษรู้เรื่อง จนกระทั่งเขาได้ไปเรียนต่างประเทศ .....ซึ่งผมก็สงสัยว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไร ก็ในเมื่อเราดูหนังโดยที่ sound ภาษาอังกฤษ เเละ no subtitle เราไม่รู้เขาพูดอะไร ฟังก็ไม่ออก เเละไม่มีซับให้อ่าน เเละเขาก็บอกเองว่าเเปลก็ไม่ได้ ฟังไม่รู้เรื่อง เเล้วอยู่ดีๆ เราจะมาฟังรู้เรื่องได้อย่างไร (ผมไม่ได้อคิติกับกระทู้นั้นนะ ผมเเค่สงสัยเฉยๆ) ......สรุปคือดูหนังโดย sound ภาษาอังกฤษ เเละ no subtitle มันช่วยการฝึกอังกฤษให้ฟังรู้เรื่องได้จริงเหรอครับ...... วอนผู้รู้ช่วยตอบหน่อยนะครับ เเล้วผมควรจะฝึกเเบบใหนดี ระหว่างดูโดยที่ sound ภาษาอังกฤษ เเละ no subtitle ...กับ.... ดูโดยsound ภาษาอังกฤษ เเละ subtitle ไทย เเล้วจึงค่อยๆเป็นมาเป็นซับอังกฤษ เเบบใหนจะได้ผลดีกว่ากัน ช่วยตอบหน่อยครับสับสนจริงครับเเบบใหนได้ผลดีกว่ากัน(เเล้วเเบบเเรกดูไปเรื่อยมันจะรู้เรื่องเหรอ) หรือใครมีวิธีอื่นก็ช่วยเเนะนำหน่อยครับ คือผมอยากฝึกจริงๆ ปล.ใครที่อ่านเเล้วงงๆก็ขออภัยด้วยครับ

ตอบเจ้าของกระทู้
---------------------------------------------------------------------------------------------------
แรกๆ ให้เริ่มแบบมีซับ แต่เป็นซับภาษาอังกฤษนะคะ
จะได้รู้วิธีการการออกเสียงของคำนั้นๆ รู้ว่าเค้ากำลังพูดคำไหนอยู่
แล้วถ้าไม่เข้าใจ ก็เสิร์ชดิกเอา

เราใช้วิธีนี้ จากง่อยภาษาอังกฤษมากๆ จนได้ 4

แล้วก็ฝึกไปเรื่อยๆ ใช้ทุกวัน พัฒนาการจะดีขึ้นเอง
ดูคลิป youtube พวก youtuber ก็ได้ค่ะ

สู้ๆ
------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เราใช้วิธีฟังเพลงฝรั่งนะ ฟังเพราะสนุก ฟังเพราะมันเพราะดี
ไม่ได้ตั้งใจจะใช้เป็นวิธีเรียนภาษาอังกฤษอะไรหรอกนะ ทำเพราะชอบฟังจริงๆ
จนถึงทุกวันนี้ เราฟังภาษาอังกฤษรู้เรื่องเอง ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนไม่เคยฟังรู้เรื่องเรย
หูมันคงชินละมั้ง พอฟังออก เราก้อพูดได้นะ ได้ไวยากรณ์เองไปโดยอัตโนมัติเลย
เทอก้อลองหาวิธีที่เหมาะกับตัวเองดูละกัน
มันเกิดความเคยชินอ่ะนะ เราก็ฝึกงั้นและจริงๆ
เราได้ยินเค้าพูดๆๆๆๆอังกฤษกันทุกวันๆเราเลยจำ
แล้วนำไปพูด นึกออกป้ะคำบางคำในภาษาไทย
เรานึกไม่ออกพูดอังกฤษแม่ง
ถ้าเสียง อังกฤษ แต่ซับไทยเชื่อค่ะ
ร้อยทั้งร้อยแอบมองซับ 555555555555555


ปล.เราเริ่มจากดูตูนดิสนีย์แหละ .___.


เรียกพี่ได้มั้ย?555 บอกเลยไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ok
พี่คงสับสน ว่าคนไม่มีพื้นฐานเลยเข้าใจได้ยัง
  yes     no   ok    thank you   sure
5 คำนี้ ทุกคนทราบค่ะ เพราะเป็นสิ่งที่คุ้นเคย ใช่ค่ะ ความคุ้นเคย  การที่เราค่อยๆศึกษามันจะค่อยๆซึมซับ ยิ่งเรามีแรงจูงใจในการทำอะไรซักอย่างที่เราชอบมันก็จะเกิดความพยายามและทำได้ดี อีกอย่างการดูหนัง มันยังให้ทั้งอารามณ์ และความเป็นธรรมชาติ ก็คือ accent นั่นแหละค่ะ นักแสดงไม่ได้ทำหน้าตายซักหน่อย ฉากก็ยังประกอบอีก มันจะทำให้เราเข้าใจได้เองค่ะ  แต่!ไม่ได้แปลว่ามันจะสำเร็จในครั้งแรก มันขึ้นอยู่กับระยะเวลานะคะ การที่หมั่นฝึกฝนในการท่อง พูดบ่อยๆ เพราะมันไม่ใช่ของที่เราลืมตาแล้วพบเจอ ไม่ใช่ภาษาแม่ มันต้องทำจนเกิดความเคยชินนั่นแหละค่ะ  ยืนยันนะคะ และเห็นด้วยกับหลายๆความคิดเห็น ว่า No subtitle, only sound. ค่ะ :)

Ps.อีกอย่างนะ ไม่แนะนำให้ไปตรวจสอบกับแบบพากย์ หรือถ้าสงสัยว่าทำไมเค้าพากย์ไม่ตรงกับซับล่ะ  บางทีหนังพากย์คือ มุกบางมุกฝรั่งขำคนไทยไม่ขำ  มันก็มีบ้างที่ต้องเปลี่ยนมุก คนพากย์เค้าบอกไว้น่ะ

ดูแบบไม่มีซับล่ะค่ะดีแล้ว

ดูแบบมีซับเราก็มัวแต่อ่านไม่ได้ฝึก 'ความเข้าใจ' ซึ่งความเข้าใจคือกุญแจสำคัญในการเรียนภาษา

เราควรที่จะเข้าใจด้วยตัวเองไม่ใช่สิ่งที่เขาแปลมาให้ ถ้าเราฝึกดูหนังเป็นภาษาอังกฤษ แบบไม่มีซับจะฝึกเราไม่ใช่แค่การฟัง แต่รวมถึงความเข้าใจของเราด้วย

พอเราดูแล้วจะสามารถเข้าใจคำศัพท์ความหมายและการใช้ของคำนั้นๆ จากท่าทางของนักแสดงโดยที่ไม่ต้องเปิดพจนานุกรมหาคำแปล

และเมื่อเข้าใจคำศัพท์โดยสังเกตการใช้ ท่าทางของนักแสดง เราจะรู้เองว่าศัพท์ตัวนี้ควรใช้เมื่อไร และใช้อย่างไร

เมื่อสังเกตว่าตัวเองเริ่มคิดเป็นภาษาอังกฤษ พูดอังกฤษได้โดยไม่ต้องคิดเป็นไทยก่อนแล้วค่อยแปล ก็ถือว่าใช้ภาษาอังกฤษได้ดีแล้วค่ะ ยิ่งถ้าฝันเป็นภาษาอังกฤษยิ่งถือว่าดีเข้าไปใหญ่

แบบที่ 1 ที่เขาว่า ดูแบบไม่เปิดซับ หรืออะไร อันนี้จริงใช้ได้นะ
 เพราะเราเคยใช้วิธีนี้เรียนภาษาอีกภาษานึง เรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับเวลา
มันจะค่อยๆเรียนรู้ แล้วก็จำได้เอง อย่างตอนนี้ เรา ได้ Eng กับ ญี่ปุ่นแล้ว
 โดยญี่ปุ่นเราอาศัย แบบจำ จำ ใช้เวลา
ส่วน Eng นี่ตอนแรกจะต้องดูซับไทยก่อน แล้วก็ย้อนมาดู Eng sub เพราะ คำไทย ไม่เหมือนคำ ต่างประเทศ อย่างคำพวก Son of - Holy - Dam Dude พวกนี้ถ้าดู Eng มันก็จะได้อีกฟีลนึง แล้วเราก็จะนึกถึงตอนซับไทย ว่าอ่อ เป็น Eng เขาเรียกงี้ แต่ว่า ถ้าจะฝึกแบบไม่เปิดซับกับซีรีย์ต่างประเทศ ต้องจำกัดเรทหน่อย มันใช้ไม่ได้หมดทุกเรื่อง แหม่จะเชี่ยวชาญแล้ว เพราะบางเรื่องเราต้องเป็นคนท้องถิ่นหรือเคยอยู่ที่นั้นถึงจะเข้าใจ สำเนียง คำศัพท์
 อย่างซีรีย์ฝึกง่ายๆ โดยเริ่มต้นดูซับไทย ก่อนแล้ว ลัดมา ไม่เปิดซับได้
ก็ -How I met your mother นี้เลย
 แต่ซีรีย์ ที่ต้องใช้เวลา แต่แนะนำให้ดูซับไทยดีกว่าเพราะจะได้ฝึกมากกว่าเพราะมีหลายตอน ซีรีย์ระยะยาวอย่าง
 -Laws and Order ตามมาตั้งแต่ ซีซั่น 1 แล้วจนตอนนี่จบ
 -Criminal Minds
พวกนี้จะมีศัพท์ทางการ หรือภาษาที่ไม่ใช่ทั่วไป แต่ว่าก็เป็นคำที่เราใช้เขียนคำศัพท์ยาวๆ 3 พยางค์
 แต่เรื่องภาษานี่มันต้องใช้เวลาจริงๆ อย่างวิธีที่ 1 ถ้าทำแบบนั้นจริงๆต้องใช้เวลาพอสมควร
 แต่ถ้าจะให้ดี เอา เป็น ดูซับไทย > ซับอังกฤษ > ดูแบบ No-sub
 เพราะเราจะได้คุ้นสำเนียง ตัวละครแล้วจะได้แยกแยะคำศัพท์ได้ง่ายขึ้น
เทคนิค ถ้าฟังหรือดูแบบ เปิดลำโพง เราจะแยกสำเนียงยากๆ หรือคำศัพท์ออกยาก แนะนำให้ใช้หูฟังถ้ามี เพราะเราก็ใช้หูฟัง เสียงมันจะแยกออกง่าย [พิมจนปวดนิ้วแล้ว]
 - เรื่องภาษาต้องใช้เวลาและการจดจำนะ -
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
เราใช้วิธีฟังเพลงฝรั่งนะ ฟังเพราะสนุก ฟังเพราะมันเพราะดี
ไม่ได้ตั้งใจจะใช้เป็นวิธีเรียนภาษาอังกฤษอะไรหรอกนะ ทำเพราะชอบฟังจริงๆ
จนถึงทุกวันนี้ เราฟังภาษาอังกฤษรู้เรื่องเอง ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนไม่เคยฟังรู้เรื่องเรย
หูมันคงชินละมั้ง พอฟังออก เราก้อพูดได้นะ ได้ไวยากรณ์เองไปโดยอัตโนมัติเลย
เทอก้อลองหาวิธีที่เหมาะกับตัวเองดูละกัน
---------------------------------------------------------------------------------------------------------
เริ่มแรกที่เราทำคือดูหนังที่ใช้ศัพท์กลางๆโดยเปิดซับไปด้วย ดูจนชินอ่ะจ้า แล้วก็ดูอีกรอบไม่มีซับนะให้พอเดาศัพท์ได้รางๆ ด้วยความที่หนังสนุกและยาวมากกเราเลยได้ภาษาไปในตัว คตอนนี้อาจฟังออกได้ไม่หมดแกรมม่าไม่เป๊ะมากแต่ว่ามันเป็นภาษาที่ใช้ได้ในชีวิตจริงอ่ะ ตอนนี้เราคุยกับฝรั่งได้อย่างมั่นใจมากก 5555555 สำเนียงงี้โดนเพื่อนด่าว่ากระแดะ =_= แต่ไม่หรอก เราติดไปแล้ว สำเนียงเราเป็นแบบของฝรั่งโดนไม่รู้ตัว 
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
เรื่อง "ภาษา" ต้องใช้เวลาค่ะ
ที่เขาบอกว่าไม่มีซับ มันก็ถูกแล้ว
แต่ต้องฟังบ่อยๆ ฟังไปเรื่อยๆ - - ถึงจะเห็นผล


ลองคิดถึงเด็กๆนะ ..เด็กแบบเบบี๋ - - น้องที่เพิ่งเกิดอ่าค่ะ
น้องเองก็ฟังเราไม่รู้เรื่องเหมือนกัน
แต่พอผ่านไปเรื่อยๆ เราพูดกับน้องเรื่อยๆ พูดซ้ำๆ น้องจะจำได้เอง
มันคือการเรียนรู้ :)
    ภาษามนุษย์ ไม่ใช่ สัญชาตญาณ    
เพราะฉะนั้นต้องเรียนรู้เอาเอง ทั้งจากสภาพแวดล้อมและอื่นๆประกอบด้วยค่ะ

ถ้าอยากประสบความสำเร็จในการเรียนภาษาต่างประเทศ
ต้องใช้วิธีเรียนรู้แบบเด็กๆ
คือ คิดว่าตัวเองเป็นเด็ก ไม่รู้ภาษา ไม่รู้อะไรเลย
ทำสมองว่างเปล่าแล้วรับภาษาใหม่อย่างเดียว

ลองสังเกตง่ายๆ
เราจะเห็นว่าเด็กอนุบาล-ประถม เรียนรู้ภาษาใหม่ได้เร็วกว่าผู้ใหญ่
เพราะในสมองของเด็กไม่มีโครงสร้างทางไวยากรณ์ (grammatical structure)
ที่ซับซ้อนเหมือนผู้ใหญ่
ยิ่งเราอายุมากขึ้น.. ประสบการณ์ในการใช้ภาษาของเราก็จะมากขึ้นด้วย
นั่นเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เรา "เข้าใจ" ภาษาอื่นยากลำบากขึ้น

เนื่องจากภาษาแต่ละภาษามีโครงสร้างทางไวยากรณ์ที่แตกต่างกัน
ดังนั้น...การเรียนภาษาต่างประเทศจึงต้องหลีกเลี่ยง "การแปล" สู่ภาษาแม่

ยกตัวอย่าง เช่น ถ้า จขกท. จะเรียนภาษาอังกฤษ (ภาษาต่างประเทศ)
ก็อย่าพยายามแปลประโยค วลี คำ ให้เป็นภาษาไทย (ภาษาแม่)
เพราะมันเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ภาษาใหม่
ฺBOOK = BOOK
ไม่ใช่   BOOK = หนังสือ(n.)
เพราะ BOOK อาจหมายถึง จอง(v.) ด้วย
[ คำนี้ค่อนข้างง่าย..แต่ยกตัวอย่างให้ดู เพราะใช้วิธีเดียวกันกับคำที่ยากกว่านี้ ]
หรือไม่ก็ อย่างในประโยค This is a book.
ก็ทำความเข้าใจไปเลยว่า This is a book.
ไม่ต้องแปลเป็นภาษาไทยว่า นี่คือหนังสือ 1 เล่ม
แปลไป แปลมา สุดท้ายแล้ว ไม่ได้อะไร
..ได้แต่ฝึกการแปลภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทยอย่างเดียว



ยิ่งถ้าเรายึดติดกับการเรียนภาษาเหมือนเรียนคณิตหรือวิทยาศาสตร์
เราจะเรียนภาษาได้ยากขึ้น
เพราะภาษาไม่ใช่การท่องจำ ไม่มีสูตรตายตัว แต่มันคือสื่อกลางในการสื่อสาร
ถ้าผู้ฟังเข้าใจในสิ่งที่ผู้พูดต้องการจะสื่อ ... นั่นคือ  ประสบความสำเร็จ  


เวลาเรียนภาษา อย่าสงสัย..แต่ให้สังเกตและจดจำ

------------------------------------------------------------------------------------------------

เราว่าเข้าใจนะ
เพราะเหมือนฝึก listening อะค่ะ
คือมันเห็นภาพอยู่แล้วว่าเค้ากำลังพูดถึงอะไร
เช่นแบบ
Put the gun down! (เค้าก็วางปืนลง เราก็จะรู้ว่าแบบ อ๋อคำนี้คือวางปืนลง)
run! (วิ่ง ตัวละครก็วิ่งประมาณเนี่ย)
Dead body (ก็มีศพ อยู่ข้่างหน้าเราก็จะเข้าใจเลยแบบไม่ต้องมีซับว่า dead body แปลว่า ศพ)
Don't go (ผู้หญิงก็เอามือมารั้งๆ ผู้ชายไว้ เราก็เข้าใจและ ว่ามันหมายถึงอย่าไป 5555)

เราดูแบบนั้นอะ
----------------------------------------------------------------------------------------------
สำหรับพี่
พี่ดูแบบที่เป็นซับอิ้งด้วยอ่า ช่วงแรกๆที่ไม่คล่องพี่จะใช้วิธีนี้ก่อน

พอเราเริ่มฟังทัน
เริ่มแปลออกให้ฝึกฟังแบบที่ไม่มีซับอิ้งค่ะ 55555


คนที่อิ้งไม่แข็งแล้วอยู่ๆไปฟังแบบนั้น มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรอยู่ดี
ฟังแบบซับอิ้งคู่ แล้วศัพทย์คำไหนไม่คุ้นค่อยหาเอา จำได้มากกว่าท่องศัพท์ธรรมดาอีกนะ

คหสต.
------------------------------------------------------------------------------------------------------
เราก็ฝึกวิธีนี้อยู่เหมือนกันนะ เเต่เราเริ่มจากการฟังเพลงก่อน ไม่ต้องเป็นเพลงยาก เเล้วก็ต้องเป็นเเบบเนื้อเพลง(lyrics)ด้วยนะเวลา search เเล้วก็ร้องตามไปด้วย ได้ทั้งภาษาเเละก็สำเนียงเลยนะมันได้ผลจริงๆ
---------------------------------------------------------------------------------------------------
เราก็ฝึกพูดภาษาอังกฤษจากการดูหนังเหมือนกันนะเเต่เราแยกเป็นระดับ คือ ระดับแรกเราจะดูเป็นภาษาไทยก่อน ระดับที่สอง ดูเป็นภาษาไทยมีซับอังกฤษ ระดับที่สามซาวมีซับส่วนระดับสี่ดูซาวไม่มีซับ
งง มะ ?? คือเราก็ดูแบบนี้แหละแต่ดูกับหนังที่ชอบๆเลยทำให้ไม่เบื่อส่วนหนึ่งที่พูดภาษาอังกฤษได้รู้ศัพท์เยอะก็มาจากการดูหนังแบบนี้แหละจนตอนนี้บางทีไม่ต้องอ่านซับไทยข้างล่างเวลาไปดูหนังที่โรง
----------------------------------------------------------------------------------------------------