ไม่เก่งภาษาอังกฤษทำยังไง?”
หลังจากที่ผมแชร์ และพูดเสมอๆ ว่า อยากให้เพื่อนๆ อ่านและฟังหนังสือ “How to” เป็นภาษาอังกฤษ
รวมทั้งผมได้เคยโพสวิธีที่ผมฝึกแล้วได้ผล มาแล้ว
แต่ก็ยังมีเพื่อนๆ ถามอยู่ว่า…
ตอนนี้ฉันไม่เก่งภาษาอังกฤษเลย อ่านแทบไม่ได้ ฟังแทบไม่ออก
แล้ววิธีที่คุณอั๋นแนะนำ จะใช้ได้หรอ???
.
.
เมื่อฟังแบบนี้ ผมรู้แล้วว่าผมพลาดตรงไหน
ผมบอกแค่วิธีการไป … แต่ลืมเล่าอะไรบางอย่าง …
ทำให้เพื่อนๆ ยังไม่ “เชื่อ” ว่าเพื่อนๆ ทำได้
วันนี้ผมจะเล่าตัวอย่างของผมเองให้ฟัง
เพื่อนๆ จะได้เห็นว่า ภาษาอังกฤษที่เคย ”ไม่ได้เรื่อง!!!” อย่างผม ยังทำได้ เพื่อนๆ ก็ต้องทำได้เช่นกัน
----------
“State 1: ภาษาอังกฤษกับผม คนละโลก!”
สมัย entrance เชื่อไหม ภาษาอังกฤษผม “มั่ว” หมดเลย
ไม่รู้เลยว่าที่ทำสอบไป ถูกหรือ ผิด
คะแนนออกมาได้ 35 เต็ม 100 (สมัยนั้นเอาแค่ผ่านขั้นต่ำ 30 ไม่นับเป็นคะแนนสอบรวม)
ย้ำนะครับ มั่ว ล้วนๆ!!!
(จำได้ครังนึง สมัยเรียนอยู่ โรงเรียน มีข้อสอบ “เขียน” ผมเขียนคำว่า “I can’t write english” ตัวโตๆ แล้วส่งคำตอบทั้งๆ แบบนั้น)
พออยู่ ป.ตรี
ภาษาอังกฤษ ผมก็ยังคงสอบแบบมั่วๆ อยู่วันยังค่ำ
เกรดภาษาอังกฤษได้อยู่ในระดับ D+, C … อยู่ประมาณนี้
คิดเสมอๆ ว่า “ภาษาอังกฤษกับฉัน มันต้องอยู่คนละโลกกัน”
-------------
“State 2: จุดเปลี่ยน”
จุดเปลี่ยนของผมคือ ตอน ปี 4
เพื่อนผมคนนึง...บอกเลยชื่อ “โบ”
ภาษาอังกฤษจากเค้าที่เคยแย่กว่าผม 1 ระดับเสมอๆ (ผมได้ D+ เค้าได้ D)
ตอนปี 4 เค้า พูดอังกฤษ คร่องปรื๋อออออ…..
“เห้ย… ทำได้งัยฟร่ะ!!!”
มิหนำซ้ำ … TOEFL ไปสอบมาแล้วได้ เกิน 550 อีก (โอ้วว แม่เจ้า!!!)
แต่เธอไม่พอใจ เธอจะเอา 600 … (Passion เธออยากไปเรียนต่อ ต่างประเทศ U Top ten)
พระเจ้า! จาก Eng เกรด D แปปเดียว TOFEL 550 … (CUTEP ผมยังได้แค่ 350 -400 เองมั้ง)
สิ่งที่เห็นจากเธอ คือ
มีสมุด หรือหนังสือภาษาอังกฤษ 1 เล่มเสมอ … กินข้าวเสร็จ รอเพื่อน ระหว่างรออาจารย์ … เธอจะหยิบมาอ่านเสมอ!
ที่สำคัญ วันนึงได้นั่งรถที่เธอขับ เห้ยยย… เธอฟังข่าวภาษาอังกฤษ ในรถ!!!
ผมถาม … ฟังรู้เรื่องเหรอ?
เธอบอก “แรกๆ ไม่รู้เรื่องเลย… ถัดมาต้องตั้งใจฟังถึงจะพอรู้เรื่อง… หลังๆ ไม่ต้องตั้งใจฟังก็รู้เรื่อง”
เห้ย! ไม่จร๊งงงง เป็นไปไม่ได้!!!!
คุยไปคุยมา เจอความจริงบางอย่างอีก….
เธอถอดปลั๊กทีวีช่องภาษาไทยออก (เธอบอกทีวีที่บ้านเป็นปลั๊ก ถอดทีละช่องได้ - ผมไม่เคยเห็นว่าเป็นยังไงเหมือนกัน)
“ฟังแต่ภาษาอังกฤษเท่านั้น!!!” … พระเจ้า
ผมถาม ไม่เครียดเหรอ…
เธอบอก แรกๆ ก็เครียด… หลังๆ “พอยิ่งฟัง ยิ่งอ่าน มันยิ่งรู้เรื่อง แล้วยิ่งมันส์ ยิ่งอยากฟังเพิ่มอีก”
--------
“State 3: ความเชื่อเก่าๆ พังทลาย”
ถึงตรงนี้ ความเชื่อเก่าๆ ผมพังทลายจนหมดสิ้น!
“เห้ย… ไอ้คนที่มันอ่อน ภาษามากกว่าผม มันใช้เวลาปีเดียว… มันเก่งขนาดนี้
แล้วผมเป็นใคร ฉลาดกว่า เกรดเฉลี่ยรวมก็มากกว่า… แล้วทำไมจะทำมั่งไม่ได้ฟร่ะ!!!”
ถามเลย แนะนำมาด่วน เรียนที่ไหน
เธอบอก Fast English กับ อ. สงวน … แต่แนะนำ Fast English ….
OK อีกวันสมัครทันที! …
และทั้งๆ ที่ สมัยก่อนก็เรียนภาษาอังกฤษมาก็หลายที่ … แต่ไม่เคยเข้าหัว
แต่มาเรียนที่นี่ Fast English …
โอโห… เปิดโลกภาษาอังกฤษเลยครับท่าน!
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะที่นี่สอนดีจริง! ตีกรอบและวาง scope ของภาษาอังกฤษชัดเจนไม่แบบเรียนไปเรื่อยๆ
แต่สิ่งที่สำคัญที่ทำให้ผมเรียนรู้เรื่อง
นั่นคือ “ความเชื่อที่ว่าภาษาอังกฤษกับผมมันคนละโลก มันได้พังทลายสลายไปจนหมดสิ้น”
เพราะถ้าผมยังเชื่อแบบเดิมๆ อยู่ … ผมก็คงไม่ลงทะเบียนเรียน แน่นอน!
.
.
แม้ไม่พัฒนาเร็วเท่า โบ เพื่อนของผม เพราะผมไม่ได้ฝึกหนักแบบ Exclusive ขนาดเธอ
แต่ภาษาผมก็เริ่มพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ อย่างเห็นได้ชัด
จากที่มั่วๆ ไม่รู้เรื่องอะไรเลย … กลายเป็นคนช่วยเพื่อนตรวจ ช่วยแก้คำพูดใน วิทยานิพนธ์ปริญญาโท (เพราะต้องเขียนเป็นภาษาอังกฤษ)
และผมมาพัฒนาเร็วสุดๆ เมื่อผม เริ่มหันมาฟัง Audio book และอ่านหนังสือ How to เป็นภาษาอังกฤษ….
แล้วผมก็ค้นพบว่า… ประโยคนี้ที่ โบ พูด …
“แรกๆ ไม่รู้เรื่องเลย… ถัดมาต้องตั้งใจฟังถึงจะพอรู้เรื่อง… หลังๆ ไม่ต้องตั้งใจฟังก็รู้เรื่อง”
เห้ย… มันคือเรื่องจริง!!!
และผมก็มาถึงทุกวันนี้ …. ที่ยังพัฒนาต่อได้อีกเรื่อยๆ เพราะ ยังฟังอยู่ทุกวัน และอ่าน How to ภาษาอังกฤษ อยู่ทุกวัน
------------
สรุป
ผมเคยอยู่ในสถานะแบบเพื่อนๆ มาก่อน … ห่วยกว่าด้วยซ้ำ
ผมยังมีวันนี้ได้…
สำคัญที่สุดคือ เริ่มด้วยการ “เปลี่ยนความเชื่อก่อน!”
ลบไปซะ คำว่าทำไม่ได้ หรือ ภาษาอังกฤษมัน ยาก ไม่เป็นความจริง!!!!
พอเราเชื่อว่าเราทำได้ … สมองมันจะ เดินหน้าหาทางฝึกของมันเอง…
จะฝึกแบบไหนก็ได้ แล้วแต่เลย เอาให้รู้สึกว่าเราดีขึ้นๆ ทุกๆ วัน….
แต่ถ้าใครยังไม่มี ผมก็มีสูตรที่ผมใช้แล้วได้ผลดีที่สุด โพสไว้ให้แล้ว… (เดี๋ยวผมจะเอามาปักหมุดไว้อันบนสุด เพื่อนๆ จะได้หาง่ายๆ)
.
สุดท้าย ย้ำอีกที!…หลังจากเปลี่ยนความเชื่อแล้ว
"เราต้องเริ่มฝึก อ่าน ฟัง และพูด ภาษาอังกฤษ… แล้วเราจะเก่งขึ้นๆ เรื่อยๆ"
มันไม่มีนะครับ ยิ่งฟัง ยิ่งอ่าน ยิ่งฉลาดน้อยลง
ถ้ารอให้เก่งก่อน แล้วค่อยกลับมาอ่านมาฟัง หนังสือที่เราชอบเป็นภาษาอังกฤษ
แบบนั้นแล้วเราจะไปเก่งภาษาอังกฤษมาจากไหนล่ะครับ!
หยิบขึ้นมาเลยครับ หนังสือหรือ audio CD ภาษาอังกฤษที่เราชอบ แล้วฟังแล้วอ่านมันตั้งแต่ตอนนนี้เลย…
"มันจะสนุกขึ้นเรื่อยๆ เพราะว่าเราเริ่มรู้เรื่องขึ้นเรื่อยๆ ทุกๆ วัน"
แล้วเราจะรู้สึกได้รับสารโดยตรงจากผู้แต่ง โดยไม่ผ่านคนกลางคือคนแปล… มันจะ “ฟิน” สุดๆ
แล้วคุณจะรู้ว่า... “ภาษาอังกฤษ” มัน "ไม่ได้ยาก" อย่างที่เราเคยคิด
ใครที่ได้ภาษาแล้ว... เห็นด้วยกับผมไหมครับ? ช่วยสนับสนุนเป็นกำลังใจให้เพื่อนๆ ที่กำลังฝึกหน่อยนะครับ!
สู้ๆ ครับ!
---------------------
ปล. การเริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนความเชื่อ ใช้ได้ผลกับทุกทักษะใหม่ๆ ไม่ใช่เฉพาะถาษาอังกฤษเท่านั้น อันนี้เป็นหลักสากลของโลก
ปล. ถ้าสนใจ วันหลังผมจะมาเล่าให้ฟังอีกว่า ทำไมผมถึงพยายามแนะนำอยู่เสมอๆ ว่าอยากให้อ่าน How to ที่เป็น ภาษาอังกฤษ ไม่ใช่แค่เพื่อฝึกภาษาอังกฤษเท่านั้น… แต่ยังได้ความลึกซึ้งของเนื้้อหา และอีกหลายๆ อย่าง … ถ้าสนใจ ไว้จะมาแชร์นะครับ ... จะได่อยากอ่านกันมากขึ้นไปอีก ^^
ปล. วันนี้โพสซะยาว … ขอบคุณที่อ่านจนจบนะครับ ^^
เพราะเราเคยใช้วิธีนี้เรียนภาษาอีกภาษานึง เรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับเวลา
มันจะค่อยๆเรียนรู้ แล้วก็จำได้เอง อย่างตอนนี้ เรา ได้ Eng กับ ญี่ปุ่นแล้ว
โดยญี่ปุ่นเราอาศัย แบบจำ จำ ใช้เวลา
ส่วน Eng นี่ตอนแรกจะต้องดูซับไทยก่อน แล้วก็ย้อนมาดู Eng sub เพราะ คำไทย ไม่เหมือนคำ ต่างประเทศ อย่างคำพวก Son of - Holy - Dam Dude พวกนี้ถ้าดู Eng มันก็จะได้อีกฟีลนึง แล้วเราก็จะนึกถึงตอนซับไทย ว่าอ่อ เป็น Eng เขาเรียกงี้ แต่ว่า ถ้าจะฝึกแบบไม่เปิดซับกับซีรีย์ต่างประเทศ ต้องจำกัดเรทหน่อย มันใช้ไม่ได้หมดทุกเรื่อง แหม่จะเชี่ยวชาญแล้ว เพราะบางเรื่องเราต้องเป็นคนท้องถิ่นหรือเคยอยู่ที่นั้นถึงจะเข้าใจ สำเนียง คำศัพท์
อย่างซีรีย์ฝึกง่ายๆ โดยเริ่มต้นดูซับไทย ก่อนแล้ว ลัดมา ไม่เปิดซับได้
ก็ -How I met your mother นี้เลย
แต่ซีรีย์ ที่ต้องใช้เวลา แต่แนะนำให้ดูซับไทยดีกว่าเพราะจะได้ฝึกมากกว่าเพราะมีหลายตอน ซีรีย์ระยะยาวอย่าง
-Laws and Order ตามมาตั้งแต่ ซีซั่น 1 แล้วจนตอนนี่จบ
-Criminal Minds
พวกนี้จะมีศัพท์ทางการ หรือภาษาที่ไม่ใช่ทั่วไป แต่ว่าก็เป็นคำที่เราใช้เขียนคำศัพท์ยาวๆ 3 พยางค์
แต่เรื่องภาษานี่มันต้องใช้เวลาจริงๆ อย่างวิธีที่ 1 ถ้าทำแบบนั้นจริงๆต้องใช้เวลาพอสมควร
แต่ถ้าจะให้ดี เอา เป็น ดูซับไทย > ซับอังกฤษ > ดูแบบ No-sub
เพราะเราจะได้คุ้นสำเนียง ตัวละครแล้วจะได้แยกแยะคำศัพท์ได้ง่ายขึ้น
เทคนิค ถ้าฟังหรือดูแบบ เปิดลำโพง เราจะแยกสำเนียงยากๆ หรือคำศัพท์ออกยาก แนะนำให้ใช้หูฟังถ้ามี เพราะเราก็ใช้หูฟัง เสียงมันจะแยกออกง่าย [พิมจนปวดนิ้วแล้ว]
- เรื่องภาษาต้องใช้เวลาและการจดจำนะ -